Category: พระไตรปิฎกศึกษา
เคยตั้งคำถามต่อความไม่เท่าเทียมของโลกใบนี้ไหม? ทำไมบางคนเกิดมาบนกองเงินกองทอง มีพร้อมทั้งรูปสมบัติและทรัพย์สมบัติ ราวกับถูกลอตเตอรี่รางวัลที่หนึ่งตั้งแต่วินาทีแรกที่ลืมตาดูโลก ในขณะที่อีกหลายคนกลับต้องดิ้นรนต่อสู้กับความขาดแคลนและอุปสรรคนานัปการ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ จบ) เจริญพร ท่านสาธุชนผู้ใฝ่ในธรรม ผู้แสวงหาเนื้อแท้แห่งชีวิตทุกท่าน ในโลกยุคปัจจุบันที่เรากำลังดำรงชีวิตอยู่นี้ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเป็นยุคแห่ง “การมองเห็น” เราตัดสินทุกอย่างด้วยสายตา ภาพลักษณ์ที่สวยหรูบนหน้าจอ โปรไฟล์ที่ดูดีบนโลกโซเชียลมีเดีย หรือแม้แต่เครื่องแบบที่สวมใส่ กลายเป็นเครื่องมือชี้วัดคุณค่าของความเป็นคน เรามักจะชื่นชมคนที่ “เปลือก” งดงาม โดยหลงลืมที่จะตั้งคำถามถึง “เนื้อใน” ที่ซ่อนอยู่
ในยุคสมัยที่ “Personal Branding” หรือการสร้างภาพลักษณ์กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนสังคม เรามักคุ้นชินกับการตัดสินคุณค่าของมนุษย์ผ่านสิ่งที่ตามองเห็น ไม่ว่าจะเป็นเครื่องแบบที่สวมใส่ ตำแหน่งที่ต่อท้ายชื่อ หรือไลฟ์สไตล์ที่ถูกจัดวางอย่างประณีตบนหน้าจอ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ จบ) สมโณ อัสสะ สมาหิโต (ผู้มีใจตั้งมั่น ชื่อว่าเป็นสมณะ) เจริญพร ท่านสาธุชนผู้แสวงหาความจริงของชีวิตทุกท่าน ท่ามกลางกระแสโลกที่เชี่ยวกรากในปัจจุบัน เรามักตัดสินคุณค่าของคนจากสิ่งที่ตาเห็น เรามองดูเสื้อผ้าที่สวมใส่ ยศถาบรรดาศักดิ์ที่ต่อท้ายชื่อ หรือภาพลักษณ์ที่ถูกปรุงแต่งขึ้นบนโลกโซเชียลมีเดีย เรามักถามกันว่า “คนนี้เป็นใคร?” “ทำอาชีพอะไร?” หรือ “มียศตำแหน่งใด?”
ในโลกยุคปัจจุบันที่ “Personal Branding” และภาพลักษณ์ภายนอกมักถูกใช้เป็นมาตรวัดคุณค่าของบุคคล เรามักตั้งคำถามว่า อะไรคือสิ่งแบ่งแยก “คนธรรมดา” ออกจาก “ผู้แสวงหาความจริง” (สมณะ)? คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่โปรไฟล์ในโซเชียลมีเดีย หรือแม้แต่เครื่องแบบที่สวมใส่ ย้อนกลับไปในสมัยพุทธกาล ณ นิคมอัสสปุระ แคว้นอังคะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงวางบรรทัดฐานที่ลึกซึ้งกว่านั้นไว้ใน “มหาอัสสปุรสูตร” (Mahā-assapura Sutta) พระองค์ทรงชี้ชัดว่า แก่นแท้ของการเป็นสมณะมิได้อยู่ที่การครองจีวร หากแต่อยู่ที่ “คุณภาพของจิตใจ”
ในโลกทัศน์ของคนทั่วไปและวัฒนธรรมป๊อป (Pop Culture) คำว่า “วิญญาณ” มักถูกจินตนาการว่าเป็นกลุ่มก้อนพลังงานลึกลับ หรือ “ตัวตน” (Self) ที่ทำหน้าที่เหมือนนักเดินทาง ผู้เก็บข้าวของย้ายจากบ้านหลังเก่า (ร่างกายที่ตาย) ไปสู่บ้านหลังใหม่ (ภพชาติใหม่) อย่างอิสระ
ในโลกที่ความปรารถนาถูกกระตุ้นด้วยอัลกอริทึม และความสำเร็จถูกวัดด้วยมาตรวัดทางวัตถุ เรามักตั้งคำถามว่า “ทำอย่างไรจึงจะมีความสุขที่สุด?” หรือ “ทำอย่างไรจึงจะประสบความสำเร็จสูงสุด?”
หากท่านยังจำ “สัจจกนิครนถบุตร” นักโต้วาทะฝีปากกล้าจาก จูฬสัจจกสูตร ผู้เคยท้าทายพระพุทธองค์จนต้องพ่ายแพ้เหงื่อตกได้ ในภาคต่อที่ชื่อว่า “มหาสัจจกสูตร” นี้ เขากลับมาอีกครั้ง แต่การกลับมาคราวนี้มิใช่เพื่อการเอาชนะคะคานด้วยตรรกะทางวาทศิลป์เพียงอย่างเดียว
ในโลกที่ทุกคนต่างแข่งขันกันส่งเสียงและยืนยัน “ตัวตน” ของตัวเอง เรามักพบเจอผู้คนที่มีความมั่นใจเปี่ยมล้น เชื่อมั่นในตรรกะและสติปัญญาของตนจนยากที่ใครจะหักล้างได้ หากย้อนเวลากลับไปในสมัยพุทธกาล บุคคลที่มีคาแรกเตอร์แบบ “ตัวตึง” แห่งวงการปรัชญา คงหนีไม่พ้นชายที่ชื่อว่า “สัจจกนิครนถบุตร”
ในยุคสมัยที่สังคมขับเคลื่อนด้วยกระแสความนิยม ใครหลายคนต่างโหยหา “ต้นแบบ” หรือพยายามค้นหา “ผู้นำจิตวิญญาณ” เพื่อยึดเหนี่ยวและเดินตาม แต่ในโลกที่เต็มไปด้วยข้อมูลท่วมท้นและกูรูผู้รู้ (ไม่จริง) มากมาย การเลือกเดินตามคนผิดอาจหมายถึงการก้าวพลาดครั้งใหญ่ที่พาชีวิตดิ่งลงเหว