Category: พระไตรปิฎกศึกษา
บทนำ: เสียงสะท้อนแห่งการติชมบนเส้นทางจาริก ในประวัติศาสตร์พุทธศาสนา เหตุการณ์ที่เป็นปฐมเหตุแห่งการแสดงธรรมอันลึกซึ้งมักเริ่มต้นจากสถานการณ์ธรรมดา ดังเช่นเหตุการณ์ระหว่างการจาริกจากกรุงราชคฤห์สู่เมืองนาลันทา เมื่อพระพุทธองค์และคณะสงฆ์ต้องสดับฟังถ้อยคำที่ขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิงจากสองอาจารย์ศิษย์ “สุปปิยปริพาชก” ผู้กล่าวติเตียนพระรัตนตรัย และ “พรหมทัตตมาณพ” ศิษย์ผู้กล่าวสรรเสริญ
บทนำ: อาชญากรรมทางจิตวิญญาณที่ร้ายแรงที่สุด ในบรรดาอาบัติหนักระดับ “ปาราชิก” ทั้ง ๔ ข้อ ข้อที่มักถูกมองว่ามีความซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับกิเลสละเอียดอ่อนที่สุดคือ “จตุตถปาราชิก” หรือการอวดอุตริมนุสสธรรม (คุณวิเศษที่ไม่มีในตน) กฎข้อนี้มิได้บัญญัติขึ้นเพื่อลงโทษผู้ที่มีความหลงผิดโดยสุจริตใจ แต่มีเป้าหมายเพื่อกำจัด “พุทธพาณิชย์” หรือการแสวงหาลาภสักการะโดยใช้นามธรรมทางจิตวิญญาณเป็นเครื่องมือ ซึ่งพระพุทธองค์ทรงเปรียบเปรยผู้กระทำเช่นนี้ว่าเป็น “ยอดมหาโจร” (The Great Thief) ในโลกและเทวโลก
บทนำ: เส้นบางๆ ระหว่าง “การปล่อยวาง” กับ “การทำลายล้าง” ในพระวินัยปิฎก “ตติยปาราชิก” หรือสิกขาบทข้อที่ ๓ ซึ่งระบุถึงการห้ามภิกษุจงใจพรากชีวิตมนุษย์ ถือเป็นอาบัติขั้นรุนแรงที่สุด (ปาราชิก) ที่ทำให้ผู้ล่วงละเมิดต้องขาดจากความเป็นสงฆ์ทันที หากพิจารณาเพียงผิวเผิน กฎข้อนี้ดูเหมือนจะมุ่งเน้นไปที่การป้องกันอาชญากรรมทางกาย แต่เมื่อเจาะลึกถึงมูลเหตุแห่งการบัญญัติ กลับพบว่าต้นตอของโศกนาฏกรรมนี้เกิดจาก “ความเข้าใจผิดในแก่นธรรม” อย่างสุดโต่งของภิกษุผู้มุ่งมั่นในการปฏิบัติกรรมฐาน จนนำไปสู่เหตุการณ์นองเลือดครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์พุทธกาล
บทนำ: นัยสำคัญทางนิติศาสตร์ในพระวินัย ในกระบวนการบัญญัติพระวินัยสงฆ์ “ทุติยปาราชิก” หรือสิกขาบทข้อที่ ๒ ว่าด้วยการห้ามอทินนาทาน (การลักทรัพย์) ถือเป็นกฎเกณฑ์ที่มีความซับซ้อนและยึดโยงกับบริบททางสังคมและกฎหมายบ้านเมืองอย่างลึกซึ้ง มูลเหตุของบัญญัตินี้มิได้เริ่มต้นจาก “ความโลภ” ในทรัพย์สินเงินทองโดยตรง แต่กลับมีจุดเริ่มต้นจากความพยายามในการแสวงหาที่อยู่อาศัยและการตีความเจตนาของผู้มีอำนาจผิดพลาด กรณีศึกษาที่สำคัญที่สุดในเรื่องนี้คือเรื่องราวของ “พระธนิยะ กุมภการบุตร”
บทนำ: รอยร้าวแรกในความบริสุทธิ์แห่งพุทธันดร ในสมัยปฐมโพธิกาล หรือช่วง ๒๐ พรรษาแรกแห่งการตรัสรู้ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คณะสงฆ์ดำรงอยู่ในสภาวะที่เรียกว่า “ยุคทอง” อันบริสุทธิ์ผุดผ่อง ปราศจากข้อบังคับหรือกฎเกณฑ์ที่เข้มงวด เนื่องจากภิกษุทั้งหลายล้วนเปี่ยมด้วยศีลและธรรมในจิตใจ แต่เมื่อกาลเวลาล่วงเลยไปพร้อมกับการขยายตัวของพุทธบริษัท ความประพฤติที่หย่อนยานเริ่มปรากฏขึ้น นำไปสู่ความจำเป็นในการตรากฎหมายสูงสุด หรือ “ปาราชิก” ข้อแรก เรื่องราวนี้ถูกบันทึกไว้อย่างละเอียดในพระวินัยปิฎก โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่ชะตากรรมของภิกษุหนุ่มผู้มีนามว่า “พระสุทินน์ กลันทบุตร”
บทนำ: ความย้อนแย้ง ณ เมืองเวรัญชา ภายหลังจากที่ “เวรัญชพราหมณ์” ได้ละทิฐิมานะและปวารณาตนเป็นพุทธมามกะ เขาได้กราบทูลอาราธนาสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพร้อมด้วยคณะสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ ๕๐๐ รูป ให้จำพรรษา ณ เมืองเวรัญชา เหตุการณ์นี้ดูประหนึ่งจะเป็นนิมิตหมายอันดีในการเผยแผ่ศาสนธรรม แต่ในทางกลับกัน ฤดูฝนดังกล่าวกลับกลายเป็นช่วงเวลาแห่งบททดสอบครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์พุทธกาล เมื่อเมืองเวรัญชาต้องเผชิญกับภาวะ “ทุพภิกขภัย” (Famine) หรือวิกฤตการณ์ขาดแคลนอาหารอย่างรุนแรง จนนำไปสู่ประเด็นการถกเถียงเรื่องการใช้อิทธิฤทธิ์และการวางรากฐานความยั่งยืนของพุทธจักร
บทนำ: ปุจฉา ณ เมืองเวรัญชา ในบันทึกทางประวัติศาสตร์พุทธศาสนาหมวดพระวินัยปิฎก ปรากฏเหตุการณ์สำคัญ ณ เมืองเวรัญชา เมื่อครั้งที่พระพุทธองค์ประทับอยู่ ณ ควงไม้สะเดาที่นเฬรุยักษ์สิงสถิต พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ ๕๐๐ รูป ในขณะนั้นกิตติศัพท์ของพระองค์ในฐานะพระอรหันต์ผู้ตรัสรู้ชอบโดยพระองค์เอง ผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ และเป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ ได้ขจรขจายไปทั่วสารทิศ