Category: กฎหมายและระเบียบคณะสงฆ์
ในกระบวนการยื่นคำขออนุญาตสร้างวัดตามระเบียบปฏิบัติของคณะสงฆ์และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง “ที่ดิน” ถือเป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่สำคัญที่สุด ความชัดเจนในสถานะทางกฎหมายของที่ดินจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง บทความนี้มุ่งอธิบายถึงประเภทของเอกสารหลักฐานแสดงสิทธิในที่ดินที่ผู้ขออนุญาตจะต้องจัดเตรียมเพื่อประกอบการพิจารณา ซึ่งสามารถจำแนกออกเป็น ๒ กรณีหลักตามลักษณะการถือครองที่ดิน ดังนี้
การจัดตั้งวัดในพระพุทธศาสนาบนที่ดินของเอกชนนั้น เป็นกระบวนการที่เปลี่ยนแปลงสถานะทางกฎหมายของทรัพย์สินจาก “ทรัพย์สินส่วนบุคคล” ไปสู่การเป็น “ศาสนสมบัติ” เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านนี้เป็นไปโดยเรียบร้อยและมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย บทบัญญัติแห่งกฎกระทรวงได้กำหนดกรอบเวลาและหน้าที่ความรับผิดชอบของทายาทหรือผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินไว้อย่างชัดเจน บทความนี้จะอธิบายถึงข้อกำหนดเกี่ยวกับระยะเวลาการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินภายหลังจากการตั้งวัดเสร็จสิ้น
การดำเนินการขอยกวัดร้างขึ้นเป็นวัดที่มีพระภิกษุอยู่จำพรรษา หมายถึง กระบวนการฟื้นฟูสภาพของวัดที่ปราศจากพระภิกษุพำนักอาศัย ให้กลับคืนสู่สถานะการเป็นศาสนสถานที่เป็นศูนย์กลางในการประกอบศาสนกิจโดยสมบูรณ์อีกครั้ง การดำเนินการดังกล่าวจำเป็นต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงและระเบียบปฏิบัติที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด เพื่อให้มั่นใจว่าวัดที่ได้รับการฟื้นฟูมีความพร้อมในทุกมิติ บทความนี้ได้ประมวลหลักเกณฑ์สำคัญโดยจำแนกออกเป็นด้านต่าง ๆ ดังนี้
“วิสุงคามสีมา” หมายถึง เขตที่ดินที่พระเจ้าแผ่นดินพระราชทานแก่คณะสงฆ์เป็นการเฉพาะ เพื่อใช้เป็นสถานที่สำหรับประกอบสังฆกรรมสำคัญตามพระธรรมวินัย เช่น การอุปสมบท การสถานภาพของวิสุงคามสีมาจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสมบูรณ์แห่งสังฆกรรม การขอรับพระราชทานวิสุงคามสีมาเป็นกระบวนการที่มีขั้นตอนละเอียดอ่อนและต้องอาศัยการพิจารณาตามลำดับชั้นการปกครองทั้งฝ่ายอาณาจักรและพุทธจักร เพื่อให้การพระราชทานเป็นไปโดยถูกต้องตามหลักเกณฑ์และโบราณราชประเพณี
กระบวนการสร้างวัดจนกระทั่งได้รับการประกาศตั้งเป็นวัดที่ถูกต้องตามกฎหมายนั้น เป็นการดำเนินงานที่ต้องใช้ระยะเวลาและมีขั้นตอนละเอียดอ่อน ในบางกรณีอาจเกิดเหตุสุดวิสัยที่ผู้ริเริ่มหรือผู้ได้รับอนุญาตให้สร้างวัด (มักเป็นเจ้าของที่ดิน) ถึงแก่กรรมลงในระหว่างที่กระบวนการยังไม่เสร็จสิ้นสมบูรณ์ บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายแนวทางปฏิบัติและข้อกำหนดทางกฎหมายเพื่อให้ทายาทหรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องสามารถสานต่อเจตนารมณ์ในการตั้งวัดให้สำเร็จลุล่วงต่อไปได้
การจัดตั้งวัดในพระพุทธศาสนาให้ถูกต้องตามกฎหมาย นอกเหนือจากความพร้อมด้านเสนาสนะและที่ดินแล้ว องค์ประกอบด้านบุคลากรทางศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ผู้นำองค์กรสงฆ์” หรือเจ้าอาวาส ถือเป็นหัวใจสำคัญในการบริหารจัดการและวางรากฐานให้แก่วัดที่เกิดขึ้นใหม่ บทความนี้มุ่งอธิบายถึงคุณสมบัติและหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้สำหรับพระภิกษุที่จะได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสของวัดที่กำลังอยู่ในขั้นตอนการขอจัดตั้ง
ในการบริหารจัดการศาสนสมบัติและศาสนสถานของพระพุทธศาสนา การกำหนดที่ตั้งของวัดให้มีความเหมาะสมและมีการกระจายตัวอย่างทั่วถึงถือเป็นเรื่องสำคัญ โดยทั่วไป กฎเกณฑ์กำหนดให้วัดที่สร้างใหม่ต้องมีระยะห่างจากวัดเดิมไม่น้อยกว่า ๒ กิโลเมตร อย่างไรก็ตาม เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงและความจำเป็นในบริบทของแต่ละพื้นที่ ระเบียบปฏิบัติทางกฎหมายได้เปิดช่องทางให้มีการ “ขอยกเว้น” หลักเกณฑ์ดังกล่าวได้ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด บทความนี้จะอธิบายถึงแนวทางและกรณีที่สามารถดำเนินการขอยกเว้นเกณฑ์ระยะห่างระหว่างวัดได้
การปฏิรูปการศึกษาพระปริยัติธรรมในยุคปัจจุบัน มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการบริหารงานครั้งสำคัญ เพื่อให้เกิดความคล่องตัวและมีประสิทธิภาพในการจัดการศึกษาทั่วประเทศ หนึ่งในหน่วยงานสำคัญที่เกิดขึ้นตาม พ.ร.บ.การศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ คือ “สำนักแม่กองธรรมสนามหลวงประจำหน”
เมื่อเอ่ยถึงคำว่า “ตรวจสอบภายใน” (Internal Audit) ภาพจำแรกที่ผุดขึ้นในความคิดของคนทำงานส่วนใหญ่ มักเป็นภาพของผู้คุมกฎที่จ้องจะจับผิดเรื่องเอกสารใบเสร็จ หรือความยุ่งยากใจในการตอบคำถามเรื่องตัวเลขทางบัญชี
ในบริบทการบริหารจัดการการศึกษาพระปริยัติธรรมยุคใหม่ ภายใต้การกำกับดูแลของส่วนงานการศึกษาพระปริยัติธรรม (สศป.) และสำนักงานแม่กองธรรมสนามหลวง “กลุ่มตรวจสอบภายใน” ถือเป็นหน่วยงานที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ ทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการตรวจสอบและถ่วงดุล (Checks and Balances) เพื่อให้การดำเนินงานด้านการศึกษาและการบริหารงบประมาณเป็นไปตามมาตรฐานราชการและหลักนิติรัฐอย่างเคร่งครัด