Category: กฎหมายและระเบียบคณะสงฆ์
ในระบอบนิติรัฐ ของประเทศไทย พระพุทธศาสนามิได้ดำรงอยู่เพียงในฐานะรากฐานทางวัฒนธรรมและจิตวิญญาณเท่านั้น แต่สถานะขององค์กรสงฆ์และบุคลากรทางศาสนายังได้รับความคุ้มครองผ่านตัวบทกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรักษา “อัตลักษณ์” ของเพศบรรพชิต ซึ่งถือเป็นเครื่องหมายแห่งความบริสุทธิ์และศรัทธา
ในระบอบการปกครองคณะสงฆ์ไทย “เจ้าอาวาส” และ “พระสังฆาธิการผู้ปกครอง” ทรงไว้ซึ่งอำนาจบริหารจัดการวัดและกำกับดูแลบุคลากรในสังกัดให้ตั้งมั่นอยู่ในพระธรรมวินัยและกฎหมายบ้านเมือง ทว่าเพื่อให้การใช้อำนาจปกครองเป็นไปอย่างเที่ยงธรรมและปราศจากการเลือกปฏิบัติ ศาสนจักรไทยจึงได้วางรากฐาน “ระบบการอุทธรณ์” ไว้เป็นกลไกสำคัญในการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ (Checks and Balances) กลไกดังกล่าวปรากฏอยู่ในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ และระเบียบมหาเถรสมาคมหลายฉบับ บทความนี้จะวิเคราะห์เจาะลึกถึงสิทธิและนิติวิธีในการอุทธรณ์คำสั่ง เพื่อสร้างความเข้าใจในมิติแห่งนิติธรรมภายใต้ร่มกาสาวพัสตร์อย่างถ่องแท้
ในระบอบการปกครองคณะสงฆ์ไทย “พระสังฆาธิการ” มิได้ดำรงสถานะเพียงผู้นำทางจิตวิญญาณของพุทธบริษัทเท่านั้น ทว่าในทางนิติศาสตร์ พระสังฆาธิการยังทรงฐานะเป็น “เจ้าพนักงาน” ตามประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งมีภารกิจหลักในการบริหารจัดการวัดและปกครองคณะสงฆ์ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ท่ามกลางความผันแปรของบริบทสังคมร่วมสมัย “จริยาพระสังฆาธิการ” จึงกลายเป็นบรรทัดฐานสำคัญที่ใช้ชี้วัดสัมฤทธิผลและความถูกต้องของการใช้อำนาจการปกครอง โดยมี คู่มือพระสังฆาธิการ และกฎมหาเถรสมาคมเป็นแกนกลางในการวางมาตรฐานทางจริยธรรมและกลไกการตรวจสอบที่เข้มข้น เพื่อธำรงไว้ซึ่งเสถียรภาพและศรัทธาต่อศาสนจักรไทยสืบไป
ในระบอบการปกครองคณะสงฆ์ไทย “การบรรพชาอุปสมบท” มิได้ดำรงอยู่เพียงในมิติของศาสนพิธีตามคติความเชื่อหรือการสืบสานจารีตประเพณีเท่านั้น ทว่าในทางรัฐประศาสนโยบายของสงฆ์ ถือเป็นกระบวนการรับบุคคลเข้าสู่สถาบันศาสนาในฐานะ “ศาสนทายาท” ผู้มีพันธกิจหลักในการธำรงรักษาพระธรรมวินัย ท่ามกลางพลวัตของสังคมศตวรรษที่ ๒๑ ที่มีความซับซ้อนและเผชิญกับความท้าทายจากปัจจัยภายนอก มหาเถรสมาคมจึงได้ยกระดับมาตรฐานการคัดกรองกุลบุตรให้มีความเข้มงวดและเป็นระบบสากลมากขึ้น โดยมี “พระอุปัชฌาย์” เป็นกลไกสำคัญที่สุดในฐานะผู้ตรวจสอบคุณสมบัติและผู้รับรองความบริสุทธิ์ของบุคคลก่อนเข้าสู่สังฆมณฑล
ในระบอบการปกครองคณะสงฆ์ไทย มาตรการขั้นเด็ดขาดที่ใช้ในการรักษาความบริสุทธิ์และเสถียรภาพของพระพุทธศาสนาคือการให้พระภิกษุ “สละสมณเพศ” หรือนิติวิธีในการบังคับให้สึก ซึ่งมิได้ดำรงอยู่เพียงในฐานะระเบียบวินัยภายในศาสนจักรเท่านั้น แต่ยังมีการบัญญัติรับรองไว้ในกฎหมายอาณาจักรอย่างเป็นรูปธรรม
ในระบอบการปกครองคณะสงฆ์ไทย ความมั่นคงของพระพุทธศาสนามิได้วางรากฐานอยู่เพียงการแผ่ขยายศรัทธาหรือการศาสนศึกษาเท่านั้น ทว่าหัวใจสำคัญที่ค้ำจุนศรัทธามหาชนคือการธำรงไว้ซึ่ง “ความบริสุทธิ์” ของพรหมจรรย์ตามพระธรรมวินัย เมื่อปรากฏกรณีพระภิกษุประพฤติละเมิดสิกขาบทอันนำมาซึ่งความมัวหมองแก่สถาบันสงฆ์ “นิคหกรรม” จึงกลายเป็นนิติวิธีทาง ศาสนจักร ที่ถูกนำมาใช้เพื่อจัดระเบียบและรักษาความสงบเรียบร้อยในสังฆมณฑล
ในระบบนิเวศของพระพุทธศาสนาไทย “วัด” มิได้ดำรงอยู่เพียงในฐานะสถาบันทางจิตวิญญาณเท่านั้น แต่ในมิติทางนิติศาสตร์ วัดทรงสถานะเป็น นิติบุคคล ที่ต้องเผชิญกับสภาวะความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกและอุบัติภัยที่ไม่คาดคิด เมื่อเกิดอุบัติการณ์วิบัติภัย อาทิ อุทกภัย หรืออัคคีภัย ภาระในการฟื้นฟูมักตกเป็นของชุมชนและคณะสงฆ์ในพื้นที่ซึ่งมักมีทรัพยากรจำกัด
ในเส้นทางแห่งบรรพชาอุปสมบทแม้เป้าหมายสูงสุดจักเป็นการสละทิ้งซึ่งพันธนาการทางโลกเพื่อมุ่งสู่ความหลุดพ้น ทว่าในมิติของนิติศาสตร์ปัจจุบัน “พระภิกษุ” ยังคงดำรงสถานะเป็นบุคคลตามกฎหมายที่มีสิทธิและหน้าที่ในทางแพ่งและพาณิชย์อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง การได้มาซึ่งทรัพย์สินในระหว่างครองสมณเพศ ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยจากการบริจาคหรืออสังหาริมทรัพย์ นำไปสู่ประเด็นทางนิติศาสตร์ที่สำคัญยิ่งเมื่อพระภิกษุรูปนั้นมรณภาพลง
ในภูมิทัศน์ทางสังคมของประเทศไทย “วัด” มิได้ดำรงฐานะเพียงศูนย์รวมจิตใจหรือพื้นที่ประกอบศาสนพิธีเท่านั้น แต่ในมิติของนิติศาสตร์ วัดทรงสถานะเป็น “นิติบุคคล” ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ซึ่งส่งผลให้วัดมีสิทธิและหน้าที่ในการถือครอง “ศาสนสมบัติ” ในรูปแบบอสังหาริมทรัพย์ที่มีมูลค่ามหาศาล ท่ามกลางการขยายตัวของความเป็นเมือง (Urbanization) และความต้องการพื้นที่เชิงพาณิชย์ การบริหารจัดการพื้นที่ของวัด โดยเฉพาะที่วัดหรือที่ธรณีสงฆ์ที่มีผู้เช่าอยู่อาศัยเดิม จึงกลายเป็นประเด็นที่ซับซ้อนทั้งในมิติทางนิติศาสตร์และจริยศาสตร์
ในระบบการปกครองคณะสงฆ์ไทย “วัด” มิได้ดำรงฐานะเพียงศูนย์รวมจิตใจของพุทธศาสนิกชนเท่านั้น แต่ทรงสถานะเป็น นิติบุคคล ตามกฎหมาย ซึ่งมาพร้อมกับภาระหน้าที่ในการบริหารจัดการศาสนสมบัติและทรัพย์สินจำนวนมหาศาล ท่ามกลางภารกิจอันล้นมือของเจ้าอาวาสในฐานะผู้แทนของวัด ปรากฏตำแหน่งสำคัญที่เป็นเสมือน “แขนซ้ายและแขนขวา” ในฝ่ายฆราวาสนั่นคือ “ไวยาวัจกร” บทความนี้จะนำท่านไปวิเคราะห์เจาะลึกถึงบทบาท หน้าที่ และนัยสำคัญของตำแหน่งนี้ตามที่ระบุไว้ใน คู่มือพระสังฆาธิการ ฉบับปี ๒๕๖๗ และระเบียบมหาเถรสมาคม เพื่อฉายภาพให้เห็นถึงกลไกการสร้างธรรมาภิบาล (Good Governance) ในการจัดการทรัพย์สินแห่งศรัทธาให้ก้าวทันโลกยุคปัจจุบัน