Category: การบริหารกิจการคณะสงฆ์
ในอดีต ภาพลักษณ์ของการบริหารจัดการศึกษาพระปริยัติธรรมมักยึดโยงอยู่กับบารมีและอำนาจการตัดสินใจแบบเบ็ดเสร็จของ “เจ้าสำนักเรียน” หรือเจ้าอาวาส (Local Power) เป็นสำคัญ การบริหารงานบุคคลและการจัดสรรงบประมาณภายในวัดจึงมักขึ้นอยู่กับ “ดุลยพินิจส่วนบุคคล” โดยขาดกลไกการกำกับดูแลจากส่วนกลางที่ชัดเจน อย่างไรก็ตาม การประกาศใช้ พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ ได้สร้างจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ โดยยกระดับสถานะจากผู้มีอำนาจตามจารีต สู่การเป็น “ผู้บริหารภายใต้ระบบนิติรัฐ” อย่างเต็มรูปแบบ
ท่ามกลางกระแสธารแห่งความเปลี่ยนแปลงในยุค Digital Disruption ที่เทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทในการกำหนดวิถีชีวิตและโครงสร้างสังคมในทุกมิติ การจัดการศึกษาของคณะสงฆ์ไทยมิได้หยุดนิ่งอยู่เพียงกรอบจารีตเดิม หากแต่กำลังขับเคลื่อนไปข้างหน้าภายใต้ แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๔-๒๕๗๐ เพื่อมุ่งสู่หมุดหมายใหม่ที่เรียกว่า “การศึกษาปริยัติธรรม ๔.๐” ซึ่งมีเป้าประสงค์สำคัญในการยกระดับการศึกษาสงฆ์ไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้พุทธศาสระดับโลก
ในอดีตบริบทการจัดการศึกษาพระปริยัติธรรมมักขึ้นอยู่กับดุลยพินิจและบารมีของเจ้าอาวาสเป็นสำคัญ ลักษณะการดำเนินงานในรูปแบบ “ใครพร้อมก็เปิด ใครไม่พร้อมก็ปิด” โดยขาดการกำกับดูแลเชิงระบบ ส่งผลให้เกิดภาวะ “เบี้ยหัวแตก” กล่าวคือ มีสถานศึกษากระจายตัวอยู่จำนวนมากแต่ขาดเสถียรภาพและมาตรฐานทางวิชาการ อย่างไรก็ตาม ภายใต้การปฏิรูปกิจการคณะสงฆ์ในปัจจุบัน ข้อบังคับคณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม (กศป.) ว่าด้วยการจัดตั้งสถานศึกษาฯ พ.ศ. ๒๕๖๗ ได้เข้ามาวางรากฐาน “วงจรชีวิต” ของสถาบันการศึกษาสงฆ์ใหม่ ให้ก้าวสู่ความเป็นนิติรัฐที่มีความชัดเจนและเป็นระบบมากยิ่งขึ้น
จาก “ศรัทธาอาสา” สู่ “วิชาชีพที่มีมาตรฐาน” ในอดีต ภาพจำของบุคลากรผู้สนับสนุนงานการศึกษาในวัดมักถูกมองในฐานะ “ลูกจ้างวัด” หรือผู้ทำงานจิตอาสาที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความศรัทธา โดยขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของเจ้าอาวาสเป็นสำคัญ อย่างไรก็ตาม การประกาศใช้ พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ ได้นำมาซึ่งจุดเปลี่ยนครั้งประวัติศาสตร์ โดยการยกระดับสถานะของบุคคลเหล่านี้ให้กลายเป็น “เจ้าหน้าที่การศึกษาพระปริยัติธรรม” (จศป.) ซึ่งมีสถานะทางกฎหมายรองรับชัดเจนและอยู่ภายใต้ระบบนิเวศการบริหารทรัพยากรมนุษย์ (HRM) ที่ทันสมัย
รอยต่อระหว่างศรัทธาและนิติรัฐ ท่ามกลางบริบทสังคมโลกสมัยใหม่ที่ความศรัทธาจำต้องดำเนินไปควบคู่กับหลักนิติรัฐ (Rule of Law) การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการศึกษาของคณะสงฆ์ไทยภายใต้ พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ ถือเป็นจุดเปลี่ยนผ่านครั้งประวัติศาสตร์ มิใช่เพียงแค่การปฏิรูปหลักสูตรให้ทันสมัยเท่านั้น หากแต่หัวใจสำคัญที่เป็นปัจจัยขับเคลื่อนระบบให้ดำรงอยู่ได้คือ “ธรรมาภิบาลทางการคลัง” (Fiscal Governance)
กลไกที่มองไม่เห็น (The Invisible Mechanism) ในระบบการศึกษาทางโลก เรามี “ศึกษานิเทศก์” คอยกำกับคุณภาพโรงเรียน ในโลกของธุรกิจ เรามี “Auditor” และ “Consultant” คอยตรวจสอบและวางแผนกลยุทธ์ แล้วในโลกของการศึกษาคณะสงฆ์ล่ะ? ใครคือคนที่คอยดูว่า พระเณรเรียนอะไร? ครูสอนดีไหม? หรือหลักสูตรเดินหน้าไปทางไหน? คำตอบคือ “พระปริยัตินิเทศก์”.
เมื่อ “ทัพหน้า” แข็งแกร่ง ต้องมี “กองหนุน” ที่ทรงพลัง เวลาเราพูดถึงการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นทางโลกหรือทางธรรม สปอตไลท์มักจะส่องไปที่ “ครูผู้สอน” เป็นหลัก แต่ในความเป็นจริง ระบบการศึกษาจะเดินหน้าไปไม่ได้เลยหากขาด “Infrastructure” หรือโครงสร้างพื้นฐานด้านการบริหารจัดการที่ดี
เมื่อการสอนธรรมะ ต้องมี “วิทยฐานะ” รองรับ ในอดีต ภาพจำของ “ครูสอนพระปริยัติธรรม” อาจดูเหมือนภารกิจเชิงอุทิศตนที่ขึ้นอยู่กับความเสียสละเป็นหลัก แต่ภายใต้โครงสร้างใหม่ของ พ.ร.บ.การศึกษาพระปริยัติธรรม และข้อบังคับปี ๒๕๖๓ การจัดการศึกษาของคณะสงฆ์กำลังก้าวเข้าสู่ยุค “Professionalism” (ความเป็นมืออาชีพ)
ความยืดหยุ่นภายใต้กฎระเบียบ ในภาพจำเดิมๆ ของสังคมไทย พระภิกษุมักจำพรรษาอยู่ที่วัดใดวัดหนึ่งเป็นหลัก แต่ในโลกของการศึกษาพระปริยัติธรรมยุคใหม่ พระภิกษุที่เป็น “จศป.” (เจ้าหน้าที่การศึกษาพระปริยัติธรรม) ไม่ได้เป็นเพียงพระลูกวัด แต่ท่านคือ “บุคลากรภาครัฐ” ภายใต้โครงสร้างคณะสงฆ์ คำถามที่น่าสนใจคือ เมื่อพระคุณเจ้าสวมหมวกความเป็น “เจ้าหน้าที่” ด้วย ท่านจะสามารถโยกย้าย เปลี่ยนที่ทำงาน หรือข้ามสายงานได้หรือไม่? เหมือนข้าราชการครูที่ย้ายโรงเรียนได้ไหม?
ความย้อนแย้งที่น่าสนใจ ในวงการการศึกษาคณะสงฆ์ มีคำถามโลกแตกที่ถามกันบ่อยที่สุดคำถามหนึ่งคือ “ตกลงแล้ว จศป. เป็นข้าราชการหรือไม่?” คำตอบคือ “ไม่ใช่”… แต่เดี๋ยวก่อน ถ้าไม่ใช่ แล้วทำไมถึงใช้ระเบียบวินัยเดียวกับข้าราชการ? ทำไมเงินเดือนต้องผ่านกระทรวงการคลัง?