Category: การพัฒนาสยามประเทศ
ท่ามกลางเสียงสวดมนต์อันกังวานและการประกอบศาสนพิธีอันศักดิ์สิทธิ์ภายในพระอุโบสถ ภาพที่คุ้นตาพุทธบริษัทชาวไทยมานับร้อยปีคือการที่พระเถรานุเถระถือ “พัดยศ” อันวิจิตรประณีตประกอบสมณศักดิ์ ทว่าพัดแต่ละใบมิได้ทำหน้าที่เพียงเครื่องใช้สำหรับพัดวีให้คลายร้อน แต่คือรหัสลับทางสังคมที่บ่งบอกถึงเกียรติยศและภาระหน้าที่ ซึ่งถูกจัดระเบียบอย่างเป็นระบบด้วยวิสัยทัศน์อันยาวไกลของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส
ท่ามกลางแสงแดดแผดเผาและฝุ่นละอองบนทางเกวียนที่ตัดผ่านทุ่งนาและป่าละเมาะของสยามประเทศเมื่อกว่าร้อยปีก่อน ภาพขบวนเสด็จเล็กๆ ที่ดำเนินไปอย่างเรียบง่ายด้วยพระบาทผ่านถิ่นทุรกันดารนั้น มิใช่เพียงภารกิจทางการปกครองเพื่อจัดระเบียบสงฆ์ให้เข้าสู่ความเป็นปึกแผ่นเท่านั้น แต่ทุกย่างก้าวของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ยังเปี่ยมไปด้วยร่องรอยแห่งพระเมตตาในการปัดเป่าโรคาพยาธิให้แก่พสกนิกรและบรรดาสงฆ์ในพื้นที่ห่างไกล
ในรอยต่อประวัติศาสตร์ที่สยามประเทศกำลังก้าวข้ามสู่ความทันสมัยภายใต้กระแสการปฏิรูปการศึกษาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ภาพของกุลบุตรกุลธิดาที่เคยรับการศึกษาตามศาลาวัดเริ่มขยับขยายเข้าสู่โรงเรียนหลวงอย่างเป็นระบบ ทว่าท่ามกลางความตื่นตัวในวิชาการทางโลกนั้น สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงมีสายพระเนตรอันยาวไกลที่มองเห็น “ช่องว่าง” สำคัญประการหนึ่ง นั่นคือความเกรงว่าเยาวชนรุ่นใหม่จะห่างเหินจากรากแก้วแห่งศีลธรรมอันเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ
ท่ามกลางความสงบสงัดและบรรยากาศอันศักดิ์สิทธิ์ภายในพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย เนื่องในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา เสียงพัดบุกลำยองและกลิ่นธูปเทียนอบอวลไปทั่วท้องพระโรง แสงเทียนส่องสว่างสะท้อนเครื่องทองที่ประดับประดาอย่างวิจิตร พุทธบริษัทและข้าราชบริพารต่างสงบนิ่งเพื่อรอสดับ “ถ้อยคำแห่งมงคล” ที่สืบทอดกันมานับร้อยปี สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นคือการถวายพระธรรมเทศนา “มงคลวิเสสกถา” มรดกทางปัญญาที่หลอมรวมหลักพุทธธรรมเข้ากับรัฐประศาสโนบายได้อย่างละเมียดละไมที่สุด
ท่ามกลางกระแสการปฏิรูปประเทศให้ก้าวสู่ความทันสมัยในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มีรอยต่อทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญยิ่งประการหนึ่งซึ่งมักถูกลืมเลือนไป นั่นคือภาพของพระภิกษุสงฆ์ในฐานะจำเลย ณ ศาลสถิตยุติธรรมของฝ่ายอาณาจักร ในอดีตนั้นเมื่อภิกษุรูปใดถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยร้ายแรงถึงขั้นปาราชิก กระบวนการยุติธรรมในขณะนั้นมักปฏิบัติต่อท่านไม่ต่างจากอาชญากรทั่วไปทางโลก
ท่ามกลางกระแสธารแห่งเทคโนโลยีที่เชี่ยวกรากในศตวรรษที่ ๒๑ สถาบันทางสังคมทุกแห่งต่างถูกบีบคั้นให้ปรับตัวขนานใหญ่ ไม่เว้นแม้แต่พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์อย่าง “วงการการศึกษาพระปริยัติธรรม” โจทย์สำคัญในวันนี้ไม่ใช่เพียงคำถามที่ว่า เราจะสอนอะไร แต่คือคำถามที่ท้าทายยิ่งกว่าว่า “เราจะสร้างกระบวนการเรียนรู้ที่มีความหมายได้อย่างไร?”
ในยุคสมัยที่ไร้ซึ่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตและเทคโนโลยีการสื่อสารอันรวดเร็ว การปกครองดูแลองค์กรขนาดใหญ่อย่าง “คณะสงฆ์ไทย” ที่กระจายตัวอยู่ตามวัดวาอารามทั่วทุกหัวระแหงของสยามประเทศนั้น เปรียบเสมือนการเดินเรือท่ามกลางหมอกหนา ข่าวสารและคำสั่งจากส่วนกลางกว่าจะเดินทางไปถึงหัวเมืองไกลโพ้น อาจล่าช้าหรือผิดเพี้ยนไปตามกาลเวลา
หากย้อนเวลากลับไปในสยามประเทศยุคก่อนกาล การจะพิสูจน์ทราบสถานะของ “พระภิกษุสงฆ์” รูปหนึ่งที่เดินทางจาริกมาจากต่างถิ่นว่าเป็นพระจริงหรือพระปลอม เป็นผู้บริสุทธิ์หรือผู้ต้องหาหนีคดีมาบวชนั้น เป็นเรื่องที่ยากเย็นแสนเข็ญ ยุคนั้นยังไม่มีระบบทะเบียนประวัติออนไลน์ ไม่มีบัตรประชาชน และไม่มีเอกสารยืนยันตัวตนที่ชัดเจน ความคลุมเครือนี้นับเป็นช่องโหว่ขนาดใหญ่ที่สั่นคลอนความมั่นคงของสถาบันสงฆ์
หากย้อนเวลากลับไปในบรรยากาศการศึกษาพระธรรมวินัยของสยามประเทศเมื่อร้อยกว่าปีก่อน ภาพที่คุ้นตาคือเหล่าพระภิกษุสามเณรที่ต้องเพียรพยายามท่องจำอักขระรูปร่างแปลกตาที่จารลงบนใบลาน นั่นคือ “อักษรขอม”
ในหน้าประวัติศาสตร์วรรณกรรมไทย ยุคก่อนกาลเก่านั้น เรื่องราวที่ถูกจารึกลงในสมุดข่อยหรือใบลานมักเป็นเรื่องราวของเทพนิยาย ปรัมปรา หรือพงศาวดารเฉลิมพระเกียรติที่เน้นย้ำพระราชกรณียกิจอันสูงส่งและพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ จนกระทั่งการมาถึงของปลายปากกาแห่งปราชญ์ผู้หนึ่ง ที่กล้าฉีกขนบเดิมเพื่อบอกเล่า “ความจริง” ของชีวิตมนุษย์ปุถุชน ท่านผู้นั้นคือ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส