Category: การพัฒนาสยามประเทศ
บทนำ: กำแพงวัดที่เปิดออก หากย้อนกลับไปในช่วงแรกเริ่มของการปฏิรูปการศึกษาคณะสงฆ์ในสมัยรัชกาลที่ ๖ เมื่อสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงริเริ่มหลักสูตร “นักธรรม” ขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๕๖ ภาพที่เราเห็นคือความตื่นตัวภายในวงล้อมของกำแพงวัด พระภิกษุสามเณรต่างพากันศึกษาพระธรรมวินัยภาษาไทยอย่างขะมักเขม้น เพื่อสร้างมาตรฐานความรู้ให้สมกับสมณเพศ แต่ในขณะนั้น “ธรรมะ” ที่เป็นระบบระเบียบเช่นนี้ ยังคงจำกัดวงอยู่เพียงผู้ครองผ้ากาสาวพัสตร์เท่านั้น ฆราวาสญาติโยมภายนอกยังคงเรียนรู้ศาสนาผ่านการฟังเทศน์ตามประเพณีดั้งเดิม
บทนำ: ปราชญ์ผู้อยู่เหนือมิติแห่งกาลเวลา ในหน้าประวัติศาสตร์ไทย ภาพจำของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส มักปรากฏในฐานะ “พระสังฆราช” ผู้ทรงวางรากฐานการศึกษาและการปกครองสงฆ์ แต่หากเราเพ่งมองผ่านเลนส์แห่งกาลเวลาให้ลึกลงไป เราจะพบอีกหนึ่งบทบาทที่น่าอัศจรรย์และล้ำสมัยยิ่งกว่ายุคใด นั่นคือบทบาทของ “นักโบราณคดีจีวร” ผู้ทรงใช้สายพระเนตรอันคมกริบไขปริศนาตัวอักษรโบราณที่หลับใหลมานับพันปี ให้กลับมามีชีวิตโลดแล่นบอกเล่าเรื่องราวแห่งศรัทธาอีกครั้ง
ปราชญ์ผู้กุมกุญแจสู่โลกกว้าง ท่ามกลางกระแสธารแห่งการเปลี่ยนแปลงในรอยต่อของสยามยุคเก่าและยุคใหม่ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงเปรียบเสมือน “สะพาน” ที่เชื่อมโลกตะวันออกและตะวันตกเข้าด้วยกันผ่าน “ภาษา” พระองค์มิได้ทรงเชี่ยวชาญเพียงภาษาไทยที่เป็นภาษาแม่ แต่ทรงรอบรู้แตกฉานในภาษาบาลี สันสกฤต อังกฤษ ฝรั่งเศส และละติน การเรียนรู้ภาษาของพระองค์เปรียบเสมือนการติดปีกทางปัญญา ที่ทําให้ทรงมี “ตา” และ “หู” ที่กว้างไกลกว่าคนทั่วไปในยุคสมัยเดียวกัน
รอยเท้าแรกบนเส้นทางธุรกันดาร หากพลิกหน้าประวัติศาสตร์การปกครองคณะสงฆ์ไทยย้อนกลับไปก่อนปี พ.ศ. ๒๔๕๕ ภาพของ “สมเด็จพระสังฆราช” มักประทับ ณ พระอารามหลวงในราชธานี เป็นศูนย์กลางแห่งความศรัทธาที่ห่างไกลจากหัวเมืองชายขอบ แต่สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงเลือกที่จะพลิกหน้าประวัติศาสตร์นั้น พระองค์ทรงริเริ่มภารกิจที่มิเคยมีสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ใดทรงปฏิบัติมาก่อน นั่นคือการ “เสด็จตรวจการคณะสงฆ์ในหัวเมือง” ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ
ภาพอดีตที่กระจัดกระจาย หากย้อนกลับไปมองภาพการปกครองของคณะสงฆ์ไทยก่อนปี พุทธศักราช ๒๔๔๕ (ร.ศ. ๑๒๑) เราจะพบภาพที่แปลกตาไปจากปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง ในยุคนั้น วัดวาอารามต่าง ๆ ทั่วราชอาณาจักรดำรงอยู่อย่างเป็นเอกเทศ การปกครองแยกขาดจากกันเป็นก๊กเป็นเหล่า โดยมีเจ้าคณะใหญ่ ๔ สาย (เหนือ, ใต้, กลาง, ธรรมยุต) ต่างคนต่างปกครองโดยไม่ได้ขึ้นตรงต่อกัน และที่น่าทึ่งคือ ผู้ที่มีอำนาจบัญชาการสูงสุดเสมือน “สังฆราช” กลับมิใช่พระสงฆ์ แต่คือ “คฤหัสถ์” ในตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงธรรมการ ผู้รับพระบรมราชโองการจากพระมหากษัตริย์มาสั่งการพระอีกทอดหนึ่ง
รุ่งอรุณแห่งการศึกษาสมัยใหม่ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร ย้อนกลับไปในปี พุทธศักราช ๒๔๓๖ (ร.ศ. ๑๑๒) บรรยากาศภายในกำแพงแก้วของวัดบวรนิเวศวิหารมิได้เงียบสงบเพียงเพื่อการบำเพ็ญสมณธรรมเท่านั้น แต่กลับคุกรุ่นไปด้วยไฟแห่งการตื่นรู้ทางปัญญา สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส (พระอิสริยยศในขณะนั้นคือ กรมหมื่นวชิรญาณวโรรส) ทรงเพิ่งได้รับสถาปนาเป็นเจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุต พระองค์มิได้ทรงมองการศึกษาของสงฆ์เป็นเพียงการท่องจำคัมภีร์ใบลานแบบเดิมอีกต่อไป แต่ทรงมองไกลไปถึงการสร้าง “สถาบันการศึกษาชั้นสูง” ที่ทันสมัยทัดเทียมอารยประเทศ
แสงสว่างในความมืดมนของการเรียนรู้ หากหมุนเข็มนาฬิกาย้อนกลับไปก่อนปี พ.ศ. ๒๔๓๖ ภาพการศึกษาในวัดวาอารามของสยามประเทศยังคงปกคลุมด้วยม่านหมอกแห่ง “ความจำ” มากกว่า “ความเข้าใจ” ในยุคนั้น พระภิกษุสามเณรส่วนใหญ่ไม่ได้มีโอกาสเล่าเรียนพระธรรมวินัยอย่างมีแบบแผน ผู้ที่สนใจใฝ่รู้ต้องขวนขวายหาความรู้เอาเองตามมีตามเกิด ส่วนผู้ที่ไม่ใส่ใจก็นับว่าแทบจะไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับหลักธรรม นอกจากการสวดมนต์ตามประเพณีที่ปฏิบัติสืบต่อกันมา
เสียงท่องหนังสือกลางศาลาและพายุแห่งการเปลี่ยนแปลง ในวันที่แสงแดดอ่อนทอแสงลงบนลานทรายของวัดวาอาราม ภาพที่ชาวสยามคุ้นตาคือเด็กชายตัวน้อยในชุดผ้าผ่อนเรียบง่าย หิ้วปิ่นโตเดินตามหลังพระภิกษุผู้สงบเสงี่ยม หรือไม่ก็นั่งล้อมวงกันบนศาลาไม้หลังเก่า เสียง “นะโม ก ข” ดังประสานไปกับเสียงระฆังที่กังวานบอกเวลา นี่คือภาพจำของวิถีการเรียนรู้ที่ฝังรากลึกมานับศตวรรษ วัดไม่ได้เป็นเพียงสถานที่บำเพ็ญกุศล แต่เป็นห้องเรียนแห่งแรก และพระสงฆ์คือแม่พิมพ์ผู้เจียระไนกุลบุตรให้มีความรู้และศีลธรรม
ภาพจำจากอดีตและวิกฤตแห่งยุคสมัย หากย้อนเวลากลับไปในอดีตกาล ก่อนที่สยามจะมีอาคารเรียนคอนกรีตเรียงรายเช่นทุกวันนี้ ภาพที่ชินตาของสังคมไทยคือภาพของเด็กชายตัวน้อยที่หิ้วปิ่นโตตามหลังพระสงฆ์ หรือนั่งล้อมวงท่องหนังสืออยู่บนศาลาวัด เสียงท่อง “นะโม ก ข” ดังแว่วเคล้าเสียงระฆัง นี่คือวิถีแห่งการเรียนรู้ที่ฝังรากลึกอยู่ในวัฒนธรรมไทย วัดมิได้เป็นเพียงศาสนสถาน แต่เป็นศูนย์กลางของสรรพวิชา โดยมีพระสงฆ์ผู้ทรงภูมิรู้ทําหน้าที่เป็น “ครู” ถ่ายทอดวิชาการอ่านเขียนและหลักธรรมแก่กุลบุตรผู้ฝากตัวเป็นศิษย์วัด
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว การปฏิรูปประเทศให้ทันสมัยถือเป็นพระราชภารกิจที่สำคัญยิ่ง และหนึ่งในรากฐานที่ทรงวางไว้อย่างมั่นคงคือ “การปฏิรูปการศึกษา” เพื่อกระจายโอกาสการเรียนรู้ไปสู่ประชาชนในวงกว้าง โดยมีจุดเริ่มต้นสำคัญที่ โรงเรียนวัดมหรรณพาราม กรุงเทพมหานคร