กองเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานแม่กองธรรมสนามหลวง Blog
Namo Tassa Bhagavato Arahato Samma Sambuddhassa (Homage to the Blessed One, the Worthy One, the Fully Enlightened One) “Atta have jitam seyyo” Self-conquest is indeed far better than the conquest of others. Blessings to...
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ จบ) อัตตา หะเว ชิตัง เสยโย ชนะตนนั่นแหละ ดีกว่า เจริญพร สาธุชนผู้แสวงหาความจริงของชีวิต ท่ามกลางกระแสโลกที่เชี่ยวกรากในปัจจุบัน เรามักถูกหล่อหลอมให้เชื่อในเรื่องของ “ความเก่งกาจ” และ “ความมั่นใจ” เราถูกสอนให้สร้างตัวตน ให้ประกาศจุดยืน และให้เชื่อมั่นว่า “ฉันลิขิตชีวิตของฉันเองได้” ความเชื่อมั่นนั้นเป็นสิ่งดี แต่หากมันล้นเกินจนกลายเป็น “ความหลงผิด” ว่าเรายิ่งใหญ่เหนือธรรมชาติ เมื่อนั้น ความทุกข์ระลอกใหญ่ย่อมรอคอยเราอยู่
In a world where everyone competes to amplify their voice and assert their “identity,” we often encounter individuals brimming with unshakeable confidence. They trust their logic and intellect so implicitly that they seem invincible....
ในโลกที่ทุกคนต่างแข่งขันกันส่งเสียงและยืนยัน “ตัวตน” ของตัวเอง เรามักพบเจอผู้คนที่มีความมั่นใจเปี่ยมล้น เชื่อมั่นในตรรกะและสติปัญญาของตนจนยากที่ใครจะหักล้างได้ หากย้อนเวลากลับไปในสมัยพุทธกาล บุคคลที่มีคาแรกเตอร์แบบ “ตัวตึง” แห่งวงการปรัชญา คงหนีไม่พ้นชายที่ชื่อว่า “สัจจกนิครนถบุตร”
ภายใต้คลื่นลมแห่งการเปลี่ยนแปลงจากการประกาศใช้ พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ สิ่งที่ถูกจับตามองมากที่สุดมิใช่เพียงเรื่องงบประมาณหรือวิทยฐานะ แต่คือการรื้อโครงสร้างอำนาจเดิมที่เคยพึ่งพิง “ดุลยพินิจส่วนบุคคล” (Personal Discretion) มาสู่การสถาปนาระบบ “นิติรัฐ” (Rule of Law) ที่เข้มข้น
หัวใจของการปฏิรูปองค์กรสมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือเอกชน วนเวียนอยู่กับสมการง่ายๆ เพียงข้อเดียว คือทำอย่างไรให้ “คน” และ “งาน” เชื่อมโยงกันได้อย่างลงตัวและมีประสิทธิภาพสูงสุด ภายหลังการประกาศใช้ พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ วงการการศึกษาคณะสงฆ์ไทยได้ก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนผ่านครั้งประวัติศาสตร์ นั่นคือการนำเครื่องมือทางยุทธศาสตร์ที่เรียกว่า “มาตรฐานกำหนดตำแหน่ง” (Job Classification) มาใช้เป็นรากฐาน
กฎหมายที่ดีคือพิมพ์เขียวที่สวยงาม แต่ “กลไกการปฏิบัติ” คือช่างก่อสร้างที่จะทำให้พิมพ์เขียวนั้นกลายเป็นอาคารที่ตั้งตระหง่านได้จริง ภายหลังการประกาศใช้ พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ สังคมได้เห็นโครงสร้างระดับนโยบายที่ยิ่งใหญ่ แต่คำถามสำคัญที่นักบริหารมักตั้งข้อสังเกตคือ นโยบายจากยอดพีระมิดจะไหลลงสู่ฐานรากได้อย่างไรโดยไม่ผิดเพี้ยน? คำตอบของการปฏิรูปครั้งนี้อยู่ที่การสถาปนากลไกที่เรียกว่า “คณะอนุกรรมการบริหารงานบุคคลการศึกษาพระปริยัติธรรม” หรือเรียกโดยย่อว่า “อบป.”
ท่ามกลางคลื่นลมแห่งการเปลี่ยนแปลงจากการประกาศใช้ พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ร.บ. ๒๕๖๒ สังคมมักจับจ้องไปที่งบประมาณหรือตัวเลขสถิติ แต่ฟันเฟืองที่สำคัญที่สุดและเปรียบเสมือน “กระดูกสันหลัง” ของการปฏิรูปครั้งนี้ กลับเป็นกลไกการบริหารทรัพยากรมนุษย์ที่มีชื่อย่อว่า “กบป.” หรือ คณะกรรมการบริหารงานบุคคลการศึกษาพระปริยัติธรรม
การประกาศใช้ พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ นับเป็นจุดเปลี่ยนทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญยิ่งต่อ “ทุนมนุษย์” ในวงการสงฆ์ไทย เพราะนี่มิใช่เพียงการเปลี่ยนชื่อเรียกขาน แต่มันคือการ “ชุบตัว” (Rebranding) และยกระดับสถานภาพของบุคลากรจากเดิมที่เป็นเพียงผู้อาศัยใบบุญหรือดุลยพินิจของทางวัด ให้ก้าวขึ้นมาเป็น “เจ้าหน้าที่การศึกษาพระปริยัติธรรม” (จศป.) อย่างเต็มภาคภูมิ
หัวใจของการปฏิรูปองค์กรที่ยากที่สุด มิใช่การเปลี่ยนอาคารสถานที่หรือหลักสูตรตำรา แต่คือการเปลี่ยนแปลง “คน” และ “วัฒนธรรมการบริหารคน” ภายใต้การประกาศใช้ พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ สิ่งที่ถือเป็นก้าวย่างแห่งอารยะ คือความพยายามที่จะก้าวข้าม “ระบบอุปถัมภ์” (Patronage System) หรือการพึ่งพิงดุลยพินิจส่วนบุคคลที่ฝังรากลึก มาสู่การสถาปนา “ระบบคุณธรรม” (Merit System) ให้เกิดขึ้นจริง