กองเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานแม่กองธรรมสนามหลวง Blog
Namo Tassa Bhagavato Arahato Samma Sambuddhassa (3 times) Blessings to all truth-seekers. In a world that moves at the speed of a thumb-swipe, we have all become “shoppers”—whether we are browsing for products online...
ย้อนกลับไปในสมัยรัชกาลที่ ๔ บรรยากาศภายในพระบรมมหาราชวังอันวิจิตรตระการตา มิได้มีเพียงเรื่องราวของการปกครองและราชประเพณีเท่านั้น แต่ยังเป็น “โรงเรียนแห่งแรก” ของเจ้านายพระองค์น้อย ผู้ซึ่งต่อมาจะกลายเป็นเสาหลักทางปัญญาของสยามประเทศ พระองค์คือ พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้ามนุษยนาคมานพ หรือที่เรารู้จักกันในภายหลังว่า สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (3 จบ) ขอเจริญพร ท่านสาธุชนผู้แสวงหาความจริงทุกท่าน ในยุคที่โลกหมุนไวด้วยปลายนิ้ว เราทุกคนต่างเคยเป็น “นักช้อป” ไม่ว่าจะเป็นการช้อปสินค้าออนไลน์ หรือการช้อปปิ้งทางความคิดที่เรียกว่า “ธรรมะ” สิ่งหนึ่งที่เรากลัวที่สุดคือการเจอของ “ไม่ตรงปก” หน้าแอปดูดี แต่ของที่ส่งมากลับใช้ไม่ได้ หรือที่วัยรุ่นสมัยนี้เขาเรียกกันว่า ไม่ตรงปก ถูก “จกตา”
In an era of information overload, anyone can claim to be “the real deal” or a “guru” simply by having a polished social media presence or a massive following. We often find ourselves falling...
ในยุคที่เราถูกถล่มด้วยข้อมูล ใคร ๆ ก็ตั้งตัวเป็น “ตัวจริง” หรือ “กูรู” ได้เพียงแค่มีหน้าตาทางสังคมหรือยอดฟอลโลเวอร์เยอะ ๆ หลายครั้งเรามักเผลอเชื่อคนง่าย ๆ เพียงเพราะเขาดูฉลาด มีดีกรี หรือมีคนดังเป็นลูกศิษย์
ท่ามกลางกลิ่นหอมจาง ๆ ของใบลานและแสงตะเกียงในหอไตรยุคเก่า การศึกษาพระพุทธศาสนาของสยามประเทศเคยถูกปกคลุมด้วยม่านหมอกแห่งความยากลำบากทางภาษา ในยุคสมัยที่ “อักษรขอม” เปรียบเสมือนกุญแจดอกเดียวที่จะไขเข้าไปสู่คลังความรู้ในพระไตรปิฎก พระภิกษุหนุ่มเณรน้อยต้องใช้เวลาแรมปีเพียงเพื่อท่องจำรูปร่างอักขระที่ขดงอวิจิตรบรรจงเหล่านั้น ก่อนที่จะได้เริ่มสัมผัสรสแห่งพระธรรมจริง ๆ
ย้อนกลับไปในสมัยรัชกาลที่ ๕ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ท่ามกลางกระแสการปฏิรูปประเทศที่โหมกระหน่ำเข้ามาในสยามดั่งคลื่นลูกใหญ่ การศึกษาสมัยใหม่เริ่มก่อตัวขึ้น กลิ่นหมึกพิมพ์เริ่มหอมอบอวลแทนที่กลิ่นใบลาน ในยุคสมัยแห่งการเปลี่ยนแปลงนั้นเอง แสงสว่างดวงหนึ่งได้ถูกจุดขึ้นในวงการพระพุทธศาสนา เป็นแสงสว่างที่ไม่ได้มาจากเปลวเทียนในโบสถ์วิหาร แต่เป็นแสงสว่างแห่งปัญญาที่ถูกจารึกลงบนแผ่นกระดาษ นั่นคือการถือกำเนิดของ “ธรรมจักษุ”
เสียงประกาศก้องกลางกรุงปารีส ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ในที่ประชุมสมัยสามัญขององค์การยูเนสโก (UNESCO) ครั้งที่ ๔๐ บรรยากาศเต็มไปด้วยความชื่นชมยินดีเมื่อที่ประชุมมีมติประกาศยกย่องให้ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงเป็น “บุคคลสำคัญของโลก” ด้านการศึกษา วัฒนธรรม สังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ เนื่องในวาระครบ ๑๐๐ ปีแห่งการสิ้นพระชนม์ (พ.ศ. ๒๕๖๓-๒๕๖๔)
ยุคสมัยแห่งกำแพงภาษา หากย้อนกลับไปมองบรรยากาศการศึกษาในวัดวาอารามของไทยเมื่อร้อยกว่าปีก่อน เราจะพบความจริงที่น่าตกใจประการหนึ่ง คือ พระภิกษุสามเณรส่วนใหญ่ในสมัยนั้นแทบจะไม่มีความรู้เรื่องพระวินัยหรือกฎระเบียบของสงฆ์อย่างลึกซึ้งเลย สาเหตุสำคัญมิใช่เพราะท่านเกียจคร้าน แต่เป็นเพราะ “กำแพงภาษา” ที่ขวางกั้น คัมภีร์พระธรรมวินัยดั้งเดิมล้วนบันทึกด้วยภาษาบาลีอันเคร่งขรึม ผู้ที่จะล่วงรู้ความหมายได้มีเพียงผู้เชี่ยวชาญภาษาบาลีเท่านั้น ส่วนพระลูกวัดทั่วไปได้แต่ปฏิบัติตามๆ กันมาตามประเพณีโดยขาดความเข้าใจที่ถ่องแท้
บทนำ: กำแพงวัดที่เปิดออก หากย้อนกลับไปในช่วงแรกเริ่มของการปฏิรูปการศึกษาคณะสงฆ์ในสมัยรัชกาลที่ ๖ เมื่อสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงริเริ่มหลักสูตร “นักธรรม” ขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๕๖ ภาพที่เราเห็นคือความตื่นตัวภายในวงล้อมของกำแพงวัด พระภิกษุสามเณรต่างพากันศึกษาพระธรรมวินัยภาษาไทยอย่างขะมักเขม้น เพื่อสร้างมาตรฐานความรู้ให้สมกับสมณเพศ แต่ในขณะนั้น “ธรรมะ” ที่เป็นระบบระเบียบเช่นนี้ ยังคงจำกัดวงอยู่เพียงผู้ครองผ้ากาสาวพัสตร์เท่านั้น ฆราวาสญาติโยมภายนอกยังคงเรียนรู้ศาสนาผ่านการฟังเทศน์ตามประเพณีดั้งเดิม