กองเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานแม่กองธรรมสนามหลวง Blog
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ จบ) เจริญพรสาธุชนผู้แสวงหาความสะอาดบริสุทธิ์แห่งจิตใจทุกท่าน วันนี้อาตมภาพมีคำถามสั้นๆ ให้พวกเราลองถามตัวเอง… “วันนี้โลกของโยมสีอะไร?” บางวันเราตื่นมา รู้สึกว่าโลกนี้ช่างสดใส น่าอยู่ ผู้คนน่ารัก แต่บางวัน ตื่นมาก็รู้สึกว่าโลกนี้มันหม่นหมอง ขวางหูขวางตาไปหมด ทั้งที่พระอาทิตย์ก็ดวงเดิม ท้องฟ้าก็ผืนเดิม คนรอบข้างก็คนเดิม… แล้วทำไม “สี” ของโลกในสายตาเราถึงเปลี่ยนไป?
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ จบ) เจริญพรสาธุชนผู้แสวงหาความสำเร็จและความสุขที่แท้จริงทุกท่าน วันนี้อาตมภาพมีคำถามสั้นๆ ให้พวกเราลองถามใจตัวเองดู… “คุณมีความหวังไหม?”
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ จบ) เจริญพรสาธุชนผู้ใฝ่ธรรมทุกท่าน วันนี้อาตมาภาพมีเรื่องชวนคุย เป็นเรื่องใกล้ตัวที่พวกเราอาจมองข้ามไป เคยสังเกตไหมว่า บางครั้งเราเป็นทุกข์ ไม่ใช่เพราะขาดแคลน ไม่ใช่เพราะเจ็บป่วย แต่ทุกข์เพราะ “ใจมันร้อน” ร้อนเพราะอยากได้ ร้อนเพราะไม่ได้ดั่งใจ หรือร้อนเพราะเห็นคนอื่นได้ดีกว่า
หนึ่งในคำถามที่ยากที่สุดของชีวิตคือ “เราควรจะอยู่ตรงนี้ต่อไหม?” ไม่ว่าจะเป็นงานที่ทำอยู่ ความสัมพันธ์ที่เป็นอยู่ หรือสภาพแวดล้อมที่อาศัยอยู่ เรามักลังเลด้วยเหตุผลร้อยแปด “งานหนักนะแต่เงินดี” “เขาแย่นะแต่เขาก็ดูแลเราดี” หรือ “ที่นี่สบายนะแต่รู้สึกเหมือนชีวิตไม่มีค่า”
คุณเคยสงสัยไหมว่าทำไมเราถึง “ติด” อยู่ที่เดิม? ทั้งที่ขยันอ่านหนังสือธรรมะ ทั้งที่พยายามทำสมาธิ แต่ทำไมความก้าวหน้าทางจิตวิญญาณกลับดูริบหรี่ เหมือนมีอะไรบางอย่างคอยฉุดรั้งเราไว้? ความรู้สึกนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ และไม่ใช่เพราะบุญวาสนาน้อย แต่เป็นเพราะเรากำลังถูก “ล็อก” ไว้ด้วยโซ่ตรวนที่มองไม่เห็น
มนุษย์เรามีอคติทางจิตวิทยาอย่างหนึ่งที่เรียกว่า Self-Serving Bias คือเรามักตัดสินผู้อื่นจากการ “กระทำ” แต่ตัดสินตนเองจาก “เจตนา” เราจึงมักมองไม่เห็นความผิดพลาดของตัวเอง และสงสัยเสมอว่า “ทำไมไม่มีใครเตือนเราเลย?” หรือ “ทำไมคนรอบข้างถึงถอยห่าง?”
คุณเคยเป็นไหม? รู้ทั้งรู้ว่ากินของหวานไม่ดีต่อสุขภาพ แต่ก็ยังอดใจไม่ไหว… รู้ทั้งรู้ว่าความโกรธทำลายความสัมพันธ์ แต่ก็ยังเผลอเหวี่ยงวีน… รู้ทั้งรู้ว่าการช้อปปิ้งแก้เครียดไม่ได้ช่วยอะไรระยะยาว แต่ก็ยังกดสั่งของ…
เราอยู่ในยุคที่โฆษณาชวนเชื่อบอกเราว่า “ความสุขหาซื้อได้” ไม่ว่าจะเป็นรถคันใหม่ บ้านหลังโต หรือคนรักที่สมบูรณ์แบบ เราถูกโปรแกรมให้เชื่อว่า การมี “กาม” (ความสุขทางประสาทสัมผัส) คือเป้าหมายสูงสุดของชีวิต แต่เคยสงสัยไหมว่า ทำไมยิ่งเราได้มา เรากลับยิ่งเหนื่อย? ยิ่งมีมาก เรากลับยิ่งกังวล?
ในโลกยุคใหม่ที่ใครๆ ก็ตั้งตัวเป็นกูรู หรือโค้ชชีวิต (Life Coach) ได้ง่ายๆ คำถามสำคัญที่ท้าทายศรัทธาเราเสมอคือ “คนคนนี้รู้จริงแค่ไหน?” หรือ “สิ่งที่เขาสอน พาเราไปรอดได้จริงหรือเปล่า?” ย้อนกลับไปเมื่อ 2,500 ปีก่อน คำถามนี้ก็เคยเกิดขึ้นกับมหาบุรุษผู้ยิ่งใหญ่อย่างพระพุทธเจ้า เมื่ออดีตสาวกคนหนึ่งนามว่า สุนักขัตตะ ลาออกจากการเป็นพระ แล้วเที่ยวไปป่าวประกาศทั่วเมืองว่า “พระสมณโคดมไม่มีญาณทิพย์วิเศษอะไรหรอก สิ่งที่สอนก็แค่คิดเอาเองตรรกะดีเฉยๆ”
ในโลกยุค Post-Truth ที่ความจริงมีหลายชุด และเรามักถูกสอนให้ยอมรับว่า “ทุกศาสนาสอนให้คนเป็นคนดีเหมือนกัน” การที่ใครสักคนลุกขึ้นมาประกาศว่า “ทางรอดที่แท้จริงมีอยู่แค่ที่นี่ที่เดียว” อาจฟังดูเป็นการผูกขาดความจริงที่น่าหมั่นไส้ แต่ถ้าผู้ประกาศคือมหาบุรุษผู้ตื่นรู้ และคำประกาศนั้นมาพร้อมกับ “ตรรกะ” ที่พิสูจน์ได้ล่ะ?