กองเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานแม่กองธรรมสนามหลวง Blog
เมื่อการเกณฑ์ทหารมาถึงวัด: สามเณรรูปไหนจะได้ไปต่อ? ย้อนกลับไปในสมัยรัชกาลที่ ๖ (ร.ศ. ๑๓๐ หรือ พ.ศ. ๒๔๕๔) เมื่อมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติเกณฑ์ทหาร ทางการต้องการให้ชายไทยรับใช้ชาติ แต่ก็ทรงมีพระเมตตาต่อผู้ใฝ่ศึกษาในพระพุทธศาสนา จึงมีข้อยกเว้นให้ “สามเณรรู้ธรรม” ไม่ต้องเกณฑ์ทหาร
ย้อนกลับไปเมื่อกว่า ๑๐๐ ปีก่อน (พ.ศ. ๒๔๕๔) รัฐบาลสยามออกกฎหมายเกณฑ์ทหาร โดยยกเว้นให้ “พระภิกษุ” แต่สำหรับ “สามเณร” นั้น ต้องเป็นผู้ “รู้ธรรม” เท่านั้นถึงจะได้รับการยกเว้น …คำถามใหญ่จึงตกมาอยู่ที่คณะสงฆ์ว่า “แค่ไหนถึงเรียกว่ารู้ธรรม?”
บทนำ: จากสำนักงานสัญจรสู่รากฐานที่มั่นคง ในอดีตที่ผ่านมา การบริหารงานของ สำนักงานแม่กองธรรมสนามหลวง มีลักษณะไม่คงที่ในด้านสถานที่ทำการ กล่าวคือ ไม่มีอาคารสำนักงานถาวร โดยสถานที่ทำการจะเปลี่ยนแปลงไปตามวัดต้นสังกัดของพระเถระผู้ดำรงตำแหน่งแม่กองธรรมสนามหลวงในแต่ละยุคสมัย
การศึกษาหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทแบบไทย เรียกว่า “พระปริยัติธรรมแผนกธรรม” ได้แพร่กระจายไปทั่วทุกมุมโลก เพราะโลกใบนี้ในสมัยก่อนอาจจะกว้างใหญ่ไพศาล แต่ปัจจุบันดูเหมือนว่าเล็กนิดเดียว เนื่องจากความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
วิวัฒนาการของการสอบธรรมสนามหลวง มีความเปลี่ยนแปลงและเจริญก้าวหน้ามาเป็นลำดับ ภายใต้การบริหารงานของแม่กองธรรมในแต่ละยุคสมัย ดังนี้
คำว่า “แม่กอง” ในบริบทของการสอบธรรมสนามหลวงนั้น มีวิวัฒนาการควบคู่มากับการจัดการศึกษาของคณะสงฆ์ไทย ในช่วงเริ่มแรกของการสอบธรรมสนามหลวง (พ.ศ. ๒๔๕๔ เป็นต้นมา) คำว่า “แม่กอง” ยังไม่ได้หมายถึงตำแหน่งถาวรหรือองค์กรกลางเพียงหนึ่งเดียวอย่างในปัจจุบัน แต่หมายถึง “ประธานหรือหัวหน้าผู้กำกับดูแลการสอบ” ในแต่ละสนามสอบ
การสอบนักธรรมอย่างเป็นทางการ ได้เริ่มขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๔ (ร.ศ. ๑๓๐) เมื่อทางราชการขอให้มหาเถรสมาคมกำหนดหลักสูตร เพื่อเป็นเกณฑ์ “สามเณรรู้ธรรม” สำหรับยกเว้นการเกณฑ์ทหาร
การศึกษานักธรรม อันเป็นการศึกษาพระพุทธศาสนา หรือธรรมวินัยในภาษาไทย ซึ่งสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงพระดำริตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๕ นั้น ได้พัฒนามาโดยลำดับ ทั้งในด้านหลักสูตร การเรียนและการสอน เพื่อให้ภิกษุสามเณรมีความรู้ในธรรมวินัย ตลอดถึงความเป็นมาของพระพุทธศาสนาอย่างทั่วถึง พอแก่การที่จะเป็นศาสนทายาทที่มีคุณภาพ สามารถดำรงพระศาสนาไว้ได้ด้วยดี
เมื่อถึง พ.ศ. ๒๔๗๘ คณะสงฆ์ได้ตั้งหลักสูตร “ธรรมศึกษาเอก” ขึ้น และอนุญาตให้ฆราวาสสอบได้ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๗๘ เป็นต้นไป ซึ่งนับเป็นการเติมเต็มระบบการศึกษาธรรมสำหรับฆราวาสให้ครบถ้วนสมบูรณ์ทั้ง ๓ ชั้น
เมื่อเห็นว่าฆราวาสสนใจศึกษาและสมัครสอบธรรมศึกษาตรีกันเป็นจำนวนมาก ในปี พ.ศ. ๒๔๗๓ คณะสงฆ์จึงได้ตั้งหลักสูตร “ธรรมศึกษาโท” ขึ้น เพื่อเป็นการขยายการศึกษานักธรรมสำหรับฆราวาสให้กว้างขวางและแพร่หลายยิ่งขึ้น อันเป็นการส่งเสริมการศึกษาพระพุทธศาสนาทางหนึ่ง