กองเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานแม่กองธรรมสนามหลวง Blog
ในพลวัตของโลกยุคปัจจุบันที่ข้อมูลข่าวสารได้รับการบูรณาการเข้าสู่ระบบก้อนเมฆ (Cloud Computing) และการทำธุรกรรมผ่านนวัตกรรมสมาร์ทโฟนกลายเป็นวิถีหลัก “วัด” ในฐานะสถาบันที่เป็นศูนย์รวมจิตใจและนิติบุคคลตามกฎหมาย ย่อมไม่อาจหลีกเลี่ยงกระแสการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างนี้ได้ จากเดิมที่การจัดเก็บข้อมูลถูกจำกัดอยู่ในรูปแบบของสมุดข่อยหรือทะเบียนกระดาษ ปัจจุบันได้วิวัฒนาการสู่ระบบฐานข้อมูลดิจิทัลเพื่อประสิทธิภาพในการปกครองคณะสงฆ์
ในระบอบการปกครองคณะสงฆ์ไทย “มหาเถรสมาคม” (มส.) ถือเป็นองค์กรบริหารสูงสุดที่มีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางและเสถียรภาพของพุทธศาสนาในระดับชาติ หากเปรียบกับโครงสร้างองค์กรในโลกฆราวาส มหาเถรสมาคมย่อมเปรียบได้กับ “คณะกรรมการบริหารสูงสุด” (Board of Directors) ที่กุมบังเหียนนโยบายและการบังคับใช้พระธรรมวินัย ทว่ากระบวนการก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งอันทรงเกียรตินี้ มิได้อาศัยเพียงระยะเวลาในการครองสมณเพศเท่านั้น แต่ยังมีกลไกการคัดกรองเชิงคุณภาพที่เข้มงวดภายใต้กฎหมายและจารีตปฏิบัติ
ในมิติของการบริหารจัดการองค์กรที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานอย่าง “คณะสงฆ์ไทย” การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างระดับมหภาคถือเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางการขับเคลื่อนพระพุทธศาสนาในระดับรัฐ บทความนี้จะพาย้อนรอยเหตุการณ์สำคัญในปี พ.ศ. ๒๕๔๕ ซึ่งถือเป็น “รอยต่อ” ครั้งประวัติศาสตร์ เมื่ออำนาจหน้าที่ในการอุปถัมภ์และทำนุบำรุงพุทธจักรถูกโอนย้ายจาก กรมการศาสนา ไปสู่การจัดตั้งหน่วยงานใหม่คือ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) อะไรคือมูลเหตุจูงใจเชิงนโยบาย? และการปฏิรูปครั้งนี้ส่งผลต่อสถานะของศาสนาพุทธในสังคมไทยยุคปัจจุบันอย่างไร?
ในระบอบการปกครองคณะสงฆ์ไทย “มหาเถรสมาคม” (มส.) มิได้เป็นเพียงที่ประชุมของพระเถรานุเถระชั้นผู้ใหญ่เท่านั้น แต่หากพิจารณาผ่านเลนส์ทางนิติศาสตร์และการบริหารจัดการองค์กร มหาเถรสมาคมคือ “องค์กรบริหารและนิติบัญญัติสูงสุด” ซึ่งทำหน้าที่กำหนดทิศทางเชิงยุทธศาสตร์และวางรากฐานทางกฎระเบียบเพื่อคุ้มครองศรัทธาในบวรพุทธศาสนา แม้ภาพลักษณ์ภายนอกจะดูสืบเนื่องมาจากจารีตประเพณี ทว่าการขับเคลื่อนองค์กรสงฆ์ในปัจจุบันอยู่ภายใต้กลไกทางกฎหมายที่ชัดเจนและรัดกุม เพื่อให้พุทธจักรไทยดำรงอยู่ได้อย่างสง่างามท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก
ในบริบทของสังคมไทย “สมเด็จพระสังฆราช” ทรงดำรงฐานะเป็นศูนย์รวมจิตใจในฐานะประมุขแห่งศาสนจักร ทว่าในมิติทางนิติศาสตร์และการบริหารราชการคณะสงฆ์ พระองค์ทรงดำรงตำแหน่ง “สกลมหาสังฆปริณายก” ผู้นำสูงสุดผู้กุมบังเหียนในการขับเคลื่อนโครงสร้างพุทธศาสนาให้ดำเนินไปอย่างมีเอกภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังการประกาศใช้ พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๖๑ ซึ่งนับเป็นการปฏิรูปโครงสร้างทางกฎหมายครั้งสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อพระอำนาจหน้าที่และการบริหารงานปกครองสงฆ์ในยุคปัจจุบัน
เมื่อเราเดินทางไปสักการะวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศไทย หลายคนอาจสังเกตเห็นสร้อยนามต่อท้ายชื่อวัดที่มีความวิจิตรบรรจง เช่น “…ราชวรมหาวิหาร” หรือ “…วรวิหาร” สิ่งเหล่านี้มิใช่เพียงเครื่องประดับเพื่อความสวยงาม แต่คือหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สะท้อนถึงการอุปถัมภ์บำรุงพระพุทธศาสนาของสถาบันพระมหากษัตริย์ และการวางรากฐานการบริหารจัดการวัดให้เป็นระบบสากลมานับร้อยปีครับ
ในยุคที่เราให้ความสำคัญกับ “Digital Identity” หรือตัวตนบนโลกออนไลน์ ทราบหรือไม่ว่าในสังฆมณฑลไทยก็มีประเด็นเรื่อง “Legal Identity” หรือตัวตนทางกฎหมายที่ซับซ้อนและชวนปวดหัวไม่แพ้กัน หลายคนเวลาเดินทางไปทำบุญอาจเคยสังเกตเห็นป้ายชื่อสถานที่ บางแห่งใช้คำว่า “วัด…” แต่บางแห่งกลับใช้คำว่า “สำนักสงฆ์…” สองคำนี้ไม่ได้ต่างกันแค่ชื่อเรียก แต่มันคือปมปัญหาทางกฎหมายระดับชาติที่ทำให้ศาลฎีกาและกฤษฎีกาต้องออกมาถกเถียงกันอย่างเผ็ดร้อน วันนี้เราจะไปเจาะลึกกันว่า “สถานะนิติบุคคล” ของวัดสำคัญอย่างไร และทำไมเรื่องนี้ถึงส่งผลกระทบต่อเงินทำบุญและที่ดินของพุทธศาสนิกชน
หากเราเปรียบ “วัด” เป็นองค์กรหรือบริษัทหนึ่ง และมี “มหาเถรสมาคม” เป็นบอร์ดบริหารสูงสุด (Board of Directors) เหล่าภิกษุที่เราเรียกว่า “พระสังฆาธิการ” ก็คือผู้บริหารระดับสูง (Executives) ที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนฟันเฟืองของพุทธศาสนาให้เดินหน้าไปได้อย่างมีระบบ
เมื่อพูดถึง “กฎหมาย” ภาพจำของคนส่วนใหญ่มักเป็นประมวลกฎหมายอาญาหรือแพ่งที่ใช้ตัดสินคดีความในศาล แต่รู้หรือไม่ว่าในโลกของสังฆมณฑลไทยก็มี “ธรรมนูญ” หรือ “Operating System” (OS) ที่คอยขับเคลื่อนศรัทธาและการปกครองพระสงฆ์หลายแสนรูปให้เป็นระเบียบเรียบร้อยมานับร้อยปี บทความนี้ขอเชิญชวนทุกท่านมา “กางคัมภีร์ผ้าเหลือง” ย้อนดูวิวัฒนาการว่ากว่าจะมาเป็นกฎเกณฑ์ที่เราเห็นในปัจจุบัน กฎหมายคณะสงฆ์ไทยผ่านการอัปเกรดเวอร์ชันอย่างไรบ้าง
ในอดีต บริบทการศึกษาพระพุทธศาสนาในสังคมไทยมักจำกัดวงอยู่ภายใต้กรอบของนิกายเถรวาทและภาษาบาลีเป็นหลัก ซึ่งถือเป็นภาษาศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้จารึกพระไตรปิฎกและคัมภีร์ชั้นอรรถกถา พระภิกษุสามเณรในยุคนั้นมุ่งเน้นการสืบทอดพระศาสนาตามจารีตประเพณีดั้งเดิม ทว่าท่ามกลางกระแสการหมุนเวียนของโลกในยุคปฏิรูป สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงปรากฏในฐานะปราชญ์ผู้กล้าที่จะ “ข้ามพรมแดน” ทั้งทางนิกายและภาษา เพื่อยกระดับพุทธธรรมสู่ความเป็นสากล