Tagged: การบริหารการศึกษาสงฆ์
พุทธศักราช ๒๕๓๓ ถือเป็นห้วงเวลาสำคัญทางประวัติศาสตร์การศึกษาของคณะสงฆ์ไทย โดย วัดราชาธิวาสวิหาร เขตดุสิต ได้ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการบริหารงานของ สำนักงานแม่กองธรรมสนามหลวง ภายใต้การนำของ พระสุธรรมาธิบดี (แม่กองธรรมสนามหลวงในขณะนั้น) สถานที่แห่งนี้มิได้เป็นเพียงศาสนสถานสำคัญ แต่ยังทำหน้าที่เป็นกองบัญชาการหลักในการขับเคลื่อนระบบการสอบวัดผลความรู้พระปริยัติธรรมแผนกธรรมระดับประเทศ ที่ครอบคลุมศาสนทายาทนับแสนรูปทั่วราชอาณาจักร
พุทธศักราช ๒๕๒๙ นับเป็นห้วงเวลาสำคัญในประวัติศาสตร์การศึกษาของคณะสงฆ์ไทย ด้วยสถิติผู้สมัครสอบธรรมสนามหลวงที่สูงถึง ๓๓๔,๔๔๕ รูป/คน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าเกือบสองหมื่นราย ปริมาณงานด้านการบริหารจัดการที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญนี้ จำเป็นต้องอาศัยระบบโลจิสติกส์และการประสานงานที่มีประสิทธิภาพ วัดราชผาติการาม เขตดุสิต ซึ่งทำหน้าที่เป็นที่ทำการของสนามหลวงแผนกธรรมในขณะนั้น จึงมีบทบาทสำคัญในฐานะศูนย์กลางการปฏิบัติการ (Operational Hub) ในการกระจายข้อสอบและกำกับดูแลกระบวนการสอบให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย
การประกาศใช้ พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ มิได้เป็นเพียงการขยับตัวของตัวบทกฎหมายบนหน้ากระดาษ หากแต่เป็นคลื่นลูกใหญ่ที่ส่งแรงกระเพื่อมไปถึงโครงสร้างการบริหารจัดการคณะสงฆ์ไทยทั้งระบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.)
บทนำ: บริบทสังคมไทยกับการธำรงรักษามาตรฐานการศึกษาคณะสงฆ์ ท่ามกลางกระแสธารแห่งความเปลี่ยนแปลงในช่วงทศวรรษ ๒๕๑๐ ที่ความทันสมัยเริ่มเข้ามามีอิทธิพลต่อโครงสร้างสังคมไทย สถาบันสงฆ์ยังคงยืนหยัดในอุดมการณ์ที่จะรักษา “รากแก้ว” ของพระพุทธศาสนาไว้อย่างมั่นคง ณ วัดราชผาติการาม เขตดุสิต ซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักงานแม่กองธรรมสนามหลวง ในปีพุทธศักราช ๒๕๑๘ บรรยากาศเต็มไปด้วยความตื่นตัวในการปฏิบัติภารกิจระดับชาติ ในฐานะศูนย์กลางการบริหารจัดการการศึกษาสำหรับศาสนทายาทกว่าสองแสนรูปทั่วราชอาณาจักร การดำเนินงานในช่วงเวลาดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงโครงสร้างการบริหารที่เข้มแข็งและมีประสิทธิภาพ ภายใต้กรอบของกฎหมายคณะสงฆ์ที่ศักดิ์สิทธิ์
สถาปัตยกรรมแห่งคุณภาพในการศึกษาสงฆ์ไทย ท่ามกลางกระแสการปฏิรูปครั้งสำคัญของคณะสงฆ์ไทย ที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากระบบจารีตดั้งเดิมเข้าสู่ระบบนิติรัฐภายใต้ พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ ความสนใจของสังคมส่วนใหญ่มักพุ่งเป้าไปที่เรื่องงบประมาณหรือสถานะทางกฎหมายของสถานศึกษา อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาถึง “สถาปัตยกรรมแห่งคุณภาพ” อย่างลึกซึ้ง เราจะพบกลไกหนึ่งที่เปรียบเสมือนเข็มทิศและฟันเฟืองสำคัญในระดับปฏิบัติการ นั่นคือ “พระปริยัตินิเทศก์”