Tagged: การปฏิรูปการศึกษาสงฆ์
แสงสว่างในความมืดมนของการเรียนรู้ หากหมุนเข็มนาฬิกาย้อนกลับไปก่อนปี พ.ศ. ๒๔๓๖ ภาพการศึกษาในวัดวาอารามของสยามประเทศยังคงปกคลุมด้วยม่านหมอกแห่ง “ความจำ” มากกว่า “ความเข้าใจ” ในยุคนั้น พระภิกษุสามเณรส่วนใหญ่ไม่ได้มีโอกาสเล่าเรียนพระธรรมวินัยอย่างมีแบบแผน ผู้ที่สนใจใฝ่รู้ต้องขวนขวายหาความรู้เอาเองตามมีตามเกิด ส่วนผู้ที่ไม่ใส่ใจก็นับว่าแทบจะไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับหลักธรรม นอกจากการสวดมนต์ตามประเพณีที่ปฏิบัติสืบต่อกันมา
การศึกษาพระปริยัติธรรมเป็นรากฐานสำคัญของพุทธศาสนาไทยมายาวนาน แต่ภายใต้ความขลังของระบบบริหารเดิม กลับซ่อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่สั่งสมมานับทศวรรษ ระบบบริหารเดิมที่ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจส่วนบุคคล ส่งผลให้การดูแลบุคลากรขาดมาตรฐานและกระจายตัวแบบ “เบี้ยหัวแตก”
การประกาศใช้ พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ มิใช่เพียงการตรากฎหมายฉบับหนึ่งเพื่อรองรับสถานะทางการศึกษาของคณะสงฆ์เท่านั้น หากแต่เป็น “จุดเปลี่ยนผ่าน” (Transition Point) ครั้งสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์พุทธศาสนาไทย กฎหมายฉบับนี้เปรียบเสมือนศิลาฤกษ์ที่วางรากฐานใหม่ให้กับระบบการศึกษาสงฆ์ โดยเปลี่ยนผ่านจากระบบจารีตสู่ระบบบริหารจัดการภาครัฐที่ทันสมัย (Modernization) ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงทางนิติฐานะ โครงสร้างอำนาจ และคุณภาพชีวิตของบุคลากร ดังบทวิเคราะห์ ๓ มิติสำคัญต่อไปนี้
การประกาศใช้ พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ มิใช่เพียงการตรากฎหมายฉบับหนึ่งเพื่อรองรับสถานะทางการศึกษาของคณะสงฆ์เท่านั้น หากแต่เป็น “จุดเปลี่ยนผ่าน” (Transition Point) ครั้งสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์พุทธศาสนาไทย กฎหมายฉบับนี้เปรียบเสมือนศิลาฤกษ์ที่วางรากฐานใหม่ให้กับระบบการศึกษาสงฆ์ โดยเปลี่ยนผ่านจากระบบจารีตสู่ระบบบริหารจัดการภาครัฐที่ทันสมัย (Modernization) ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงทางนิติฐานะ โครงสร้างอำนาจ และคุณภาพชีวิตของบุคลากร ดังบทวิเคราะห์ ๓ มิติสำคัญต่อไปนี้
การศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกธรรม หรือ “การสอบธรรมสนามหลวง” ถือเป็นกลไกสำคัญในการรักษามาตรฐานความรู้ทางพระพุทธศาสนาของคณะสงฆ์ไทย ตลอดช่วงกึ่งศตวรรษที่ผ่านมา (พ.ศ. ๒๔๘๕ – ๒๕๔๒) ระบบการสอบได้ผ่านพลวัตการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญหลายประการ ทั้งในเชิงโครงสร้าง การวัดผล และบริบททางสังคม ข้อมูลจดหมายเหตุได้บันทึกรอยต่อทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ ดังนี้