Tagged: ประวัติศาสตร์คณะสงฆ์
ในพุทธศักราช 2508 ยุคสมัยที่เสียงพิมพ์ดีดแบบกระแทกสัมผัสยังคงดังก้องอยู่ในสำนักงานวัด และการสื่อสารข้ามจังหวัดต้องพึ่งพา “จดหมายตราครุฑ” ที่เดินทางไปกับขบวนรถไฟ ภาพการบริหารงานของแม่กองธรรมสนามหลวงไม่ได้เป็นเพียงการออกคำสั่งทางปกครอง แต่คือศิลปกรรรมแห่งการใช้ภาษาที่เชื่อมโยงระหว่าง “อาณาจักร” และ “ศาสนจักร” ไว้อย่างเหนียวแน่น บทความนี้จะพาท่านย้อนกลับไปศึกษาวาทศิลป์และการประสานงานผ่านตัวอักษรของ พระธรรมปาโมกข์ แม่กองธรรมสนามหลวง ผู้ใช้ปลายปากกาขับเคลื่อนปัญญาพุทธทั่วราชอาณาจักร
ท่ามกลางความเงียบงันของศาลาการเปรียญที่คละคลุ้งไปด้วยกลิ่นหมึกจากปากกาคอแร้งและกระดาษฟุลสแก๊ป พุทธศักราช 2508 ถือเป็นยุคทองแห่งการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของการศึกษาคณะสงฆ์ไทย เมื่อระบบการวัดผลได้ถูกขัดเกลาจนเข้าสู่มาตรฐานสากล ภาพของกรรมการผู้ตรวจข้อสอบที่เคยจดจ้องเพียงเพื่อ “จับผิด” นักเรียน ได้แปรเปลี่ยนไปสู่กระบวนการ “มองหาปัญญา” ผ่านโครงสร้างคะแนนแบบใหม่ที่เน้นความบริสุทธิ์ยุติธรรมและภูมิธรรมที่แท้จริง
ท่ามกลางบรรยากาศอันศักดิ์สิทธิ์ของศาลาการเปรียญในพุทธศักราช 2508 เสียงเดียวที่ได้ยินคือเสียงพัดลมเพดานที่หมุนวนช้า ๆ และเสียงปลายปากกาที่ครูดไปบนกระดาษฟุลสแก๊ป นักเรียนนักธรรมและธรรมศึกษานับแสนชีวิตกำลังจดจ่ออยู่กับปัญหาธรรมที่อยู่เบื้องหน้า ทว่าในความเงียบสงัดนั้น มีสายตาที่เปี่ยมด้วยความเมตตาแต่แฝงไว้ด้วยความเฉียบคมคอยเฝ้ามองอยู่ สิ่งนี้ไม่ใช่เพียงการเฝ้าเวรยาม แต่คือ “ศิลปะและจิตวิทยาการคุมสอบ” ที่ถูกบันทึกไว้ในระเบียบสนามหลวงอย่างลุ่มลึก เพื่อรักษาความบริสุทธิ์ของการสอบโดยไม่ทำลายสมาธิของผู้เข้าสอบ
หากจะย้อนกลับไปสู่บรรยากาศการสอบธรรมสนามหลวงในพุทธศักราช 2508 ภาพที่ปรากฏชัดคือเหล่ากุลบุตรและพุทธบริษัทที่นั่งเรียงรายอยู่ในศาลาการเปรียญอันเงียบสงัด แสงแดดรำไรลอดผ่านบานหน้าต่างไม้ กระทบลงบนกระดาษฟุลสแก๊ปสีขาวนวลที่มีตราประทับ “สนามหลวง”, ท่ามกลางเสียงขูดขีดของปากกาหมึกซึมที่ลากไปตามบรรทัด สิ่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้ตัวอักษรเหล่านั้นไม่ใช่เพียงการคัดลอกตำราลงสู่ใบตอบ แต่คือ “ปรัชญาการวัดผล” ที่มีความลุ่มลึก แบ่งแยกพรมแดนระหว่างความจำ ความเข้าใจ และความคิดออกจากกันอย่างเป็นระบบ
ท่ามกลางเสียงปากกาที่ขีดเขียนลงบนกระดาษฟุลสแก๊ป ความเงียบงันที่ปกคลุมศาลาการเปรียญและห้องสอบทั่วราชอาณาจักรคือบรรยากาศที่คุ้นตาของการสอบธรรมสนามหลวง แต่ภายใต้ความสงบนิ่งนั้น คือการต่อสู้กันระหว่าง “ความอยากได้จนเกินพอดี” กับ “มาตรฐานแห่งความบริสุทธิ์” ที่แม่กองธรรมสนามหลวงทุกยุคสมัยต่างยกเป็นภารกิจหลัก เพราะการสอบธรรมไม่ใช่เพียงการวัดความจำ แต่คือการรักษา “เกียรติคุณ” ของพุทธบริษัทไม่ให้กลายเป็น “เสี้ยนหนามแก่พระศาสนา”
ท่ามกลางบรรยากาศอันเคร่งขรึมของเรือนจำในอดีต เมื่อเสียงเหล็กกระทบกรงและระเบียบวินัยอันเข้มงวดเป็นภาพจำกระแสหลัก แต่ในหน้าประวัติศาสตร์การศึกษาไทย พุทธศักราช 2508 กลับมีภาพลักษณ์อันงดงามของ “ปัญญา” ที่ส่องสว่างลอดผ่านลูกกรงเข้าไป เมื่อสนามหลวงแผนกธรรมได้ขยายกิ่งก้านแห่งการเรียนรู้ จัดตั้งสนามสอบธรรมศึกษาสำหรับผู้ต้องขังขึ้นถึง 40 แห่งทั่วประเทศ นี่ไม่ใช่เพียงการวัดความรู้ในกระดาษ แต่คือกระบวนการ “พลิกใจ” ครั้งสำคัญที่ให้โอกาสคนผิดได้กลับกลายเป็นคนใหม่ด้วยรสแห่งธรรม
หากจะย้อนเวลากลับไปในช่วงพุทธศักราช 2508 ภาพของกองเอกสารใบตอบข้อสอบนักธรรมนับแสนฉบับที่หลั่งไหลเข้าสู่พระนคร คงเป็นภาพที่สะท้อนถึงความรุ่งเรืองของการศึกษาคณะสงฆ์ได้เป็นอย่างดี ท่ามกลางกลิ่นหมึกและกระดาษฟุลสแก๊ปตีตราสนามหลวง กิจการพุทธจักรในยุคนั้นกำลังก้าวเข้าสู่หัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญในการบริหารจัดการ เมื่อระบบ “รวมศูนย์อำนาจ” ที่เคยเป็นหัวใจหลักเริ่มแบกรับภาระไม่ไหว จนนำมาสู่การปฏิรูปโครงสร้างครั้งใหญ่ นั่นคือการมอบอำนาจให้ “เจ้าคณะภาค” เป็นผู้อำนวยการตรวจข้อสอบในส่วนภูมิภาคอย่างเต็มตัว
เอกสารจดหมายเหตุเกี่ยวกับการสอบธรรมสนามหลวง ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๐๐ (ค.ศ. 1957) ถือเป็นหมุดหมายทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญยิ่งของวงการศึกษาคณะสงฆ์ไทย ไม่เพียงเพราะเป็นปีแห่งการเฉลิมฉลองกึ่งพุทธกาล แต่ยังเป็นปีที่มีการ “ปฏิรูปวิธีวัดผล” ครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่ง ซึ่งเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการ “จับผิด” มาสู่การ “วัดความรู้” ตามมาตรฐานสากล บทความนี้จะพาท่านย้อนกลับไปสำรวจความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ท่ามกลางการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของจำนวนผู้ศึกษาธรรม
ความลำบากของพระบ้านไกล ย้อนกลับไปก่อนปี พ.ศ. ๒๔๖๕ การศึกษาพระปริยัติธรรมเริ่มบูมมากในต่างจังหวัด แต่มีปัญหาใหญ่คือ:
ปัญหาเกิดในงานพระราชพิธี เรื่องมีอยู่ว่า ในงานพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลพระบรมศพของ “สมเด็จพระพันปีหลวง” (สมเด็จพระศรีพัชรินทราฯ) ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.๖) ทอดพระเนตรเห็นพัดยศของพระเปรียญธรรม ๔ ประโยค และ ๕ ประโยค แล้วทรงรู้สึกว่า… “เลขหมายบนพัดมันดูกลมกลืน มองไม่ค่อยถนัด” (User Experience ไม่ดี) พระองค์จึงทรงออกแบบลวดลายและสีสันใหม่ แล้วส่งให้เจ้ากรมธรรมการดู ปรากฏว่าเป็นที่พอพระราชหฤทัย สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ จึงประกาศใช้ระบบ “Color Coding” ใหม่ ดังนี้: 🎨 ระบบสีพัดเปรียญแบบใหม่ (The New...