Tagged: การบริหารงานบุคคล
การประกาศใช้ พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ และข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง มิใช่เพียงการเปลี่ยนแปลงทางธุรการของคณะสงฆ์ไทย แต่คือนัยสำคัญของการเปลี่ยนผ่านกระบวนทัศน์ (Paradigm Shift) จากระบบจารีตนิยมสู่ “ระบบนิติรัฐ” (Rule of Law) อย่างเต็มรูปแบบ ภารกิจที่ละเอียดอ่อนและซับซ้อนที่สุดในสมการนี้ คือการแปลงสถานะบุคลากรเดิมที่ปฏิบัติงานด้วยศรัทธา ให้กลายเป็น “เจ้าหน้าที่การศึกษาพระปริยัติธรรม” (จศป.) ซึ่งมีสถานะทางกฎหมายรองรับ
ภายใต้คลื่นลมแห่งการเปลี่ยนแปลงจากการประกาศใช้ พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ สิ่งที่ถูกจับตามองมากที่สุดมิใช่เพียงเรื่องงบประมาณหรือวิทยฐานะ แต่คือการรื้อโครงสร้างอำนาจเดิมที่เคยพึ่งพิง “ดุลยพินิจส่วนบุคคล” (Personal Discretion) มาสู่การสถาปนาระบบ “นิติรัฐ” (Rule of Law) ที่เข้มข้น
หัวใจของการปฏิรูปองค์กรสมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือเอกชน วนเวียนอยู่กับสมการง่ายๆ เพียงข้อเดียว คือทำอย่างไรให้ “คน” และ “งาน” เชื่อมโยงกันได้อย่างลงตัวและมีประสิทธิภาพสูงสุด ภายหลังการประกาศใช้ พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ วงการการศึกษาคณะสงฆ์ไทยได้ก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนผ่านครั้งประวัติศาสตร์ นั่นคือการนำเครื่องมือทางยุทธศาสตร์ที่เรียกว่า “มาตรฐานกำหนดตำแหน่ง” (Job Classification) มาใช้เป็นรากฐาน
กฎหมายที่ดีคือพิมพ์เขียวที่สวยงาม แต่ “กลไกการปฏิบัติ” คือช่างก่อสร้างที่จะทำให้พิมพ์เขียวนั้นกลายเป็นอาคารที่ตั้งตระหง่านได้จริง ภายหลังการประกาศใช้ พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ สังคมได้เห็นโครงสร้างระดับนโยบายที่ยิ่งใหญ่ แต่คำถามสำคัญที่นักบริหารมักตั้งข้อสังเกตคือ นโยบายจากยอดพีระมิดจะไหลลงสู่ฐานรากได้อย่างไรโดยไม่ผิดเพี้ยน? คำตอบของการปฏิรูปครั้งนี้อยู่ที่การสถาปนากลไกที่เรียกว่า “คณะอนุกรรมการบริหารงานบุคคลการศึกษาพระปริยัติธรรม” หรือเรียกโดยย่อว่า “อบป.”
ท่ามกลางคลื่นลมแห่งการเปลี่ยนแปลงจากการประกาศใช้ พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ร.บ. ๒๕๖๒ สังคมมักจับจ้องไปที่งบประมาณหรือตัวเลขสถิติ แต่ฟันเฟืองที่สำคัญที่สุดและเปรียบเสมือน “กระดูกสันหลัง” ของการปฏิรูปครั้งนี้ กลับเป็นกลไกการบริหารทรัพยากรมนุษย์ที่มีชื่อย่อว่า “กบป.” หรือ คณะกรรมการบริหารงานบุคคลการศึกษาพระปริยัติธรรม
หัวใจของการปฏิรูปองค์กรที่ยากที่สุด มิใช่การเปลี่ยนอาคารสถานที่หรือหลักสูตรตำรา แต่คือการเปลี่ยนแปลง “คน” และ “วัฒนธรรมการบริหารคน” ภายใต้การประกาศใช้ พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ สิ่งที่ถือเป็นก้าวย่างแห่งอารยะ คือความพยายามที่จะก้าวข้าม “ระบบอุปถัมภ์” (Patronage System) หรือการพึ่งพิงดุลยพินิจส่วนบุคคลที่ฝังรากลึก มาสู่การสถาปนา “ระบบคุณธรรม” (Merit System) ให้เกิดขึ้นจริง
หากจะเอ่ยถึง “จุดเปลี่ยน” (Turning Point) ที่สำคัญที่สุดของการศึกษาคณะสงฆ์ไทยในรอบทศวรรษ คงหนีไม่พ้นการประกาศใช้ พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ กฎหมายฉบับนี้มิได้ทำหน้าที่เพียงแค่ปรับปรุงระเบียบปฏิบัติราชการทั่วไป แต่คือนวัตกรรมทางความคิดที่เข้ามารื้อถอนโครงสร้างอำนาจเดิม เพื่อสถาปนาสิ่งที่เรียกว่า “นิติรัฐ” (Rule of Law) ให้เกิดขึ้นจริงในวงการสงฆ์
จาก “ศรัทธาอาสา” สู่ “วิชาชีพที่มีมาตรฐาน” ในอดีต ภาพจำของบุคลากรผู้สนับสนุนงานการศึกษาในวัดมักถูกมองในฐานะ “ลูกจ้างวัด” หรือผู้ทำงานจิตอาสาที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความศรัทธา โดยขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของเจ้าอาวาสเป็นสำคัญ อย่างไรก็ตาม การประกาศใช้ พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ ได้นำมาซึ่งจุดเปลี่ยนครั้งประวัติศาสตร์ โดยการยกระดับสถานะของบุคคลเหล่านี้ให้กลายเป็น “เจ้าหน้าที่การศึกษาพระปริยัติธรรม” (จศป.) ซึ่งมีสถานะทางกฎหมายรองรับชัดเจนและอยู่ภายใต้ระบบนิเวศการบริหารทรัพยากรมนุษย์ (HRM) ที่ทันสมัย
ในโลกของการศึกษาพระปริยัติธรรม (ปริยัติธรรม) ซึ่งเป็นรากฐานของคณะสงฆ์ไทย การบริหารจัดการบุคคลากรนั้นเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและละเอียดอ่อน แต่ในที่สุด เราก็ได้เห็นความชัดเจนที่สำคัญยิ่งในเชิง “ความเป็นรัฐ” ของเจ้าหน้าที่ เมื่อ “ประกาศคณะกรรมการบริหารงานบุคคลการศึกษาพระปริยัติธรรม เรื่อง บัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่การศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๗” ถูกประกาศใช้
ในระบบราชการหรือองค์กรขนาดใหญ่ การบริหารทรัพยากรมนุษย์มิอาจปล่อยให้เป็นหน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งโดยปราศจากการตรวจสอบ ระบบการศึกษาพระปริยัติธรรมภายใต้กฎหมายใหม่จึงได้ออกแบบ “กลไกเชิงโครงสร้าง” ที่น่าสนใจ โดยแบ่งแยกหน้าที่ระหว่าง คณะกรรมการบริหารงานบุคคลการศึกษาพระปริยัติธรรม (กบป.) ในฐานะ “สถาปนิก” ผู้ออกแบบมาตรฐาน และ คณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม (กศป.) ในฐานะ “ผู้รักษาประตู” (Gatekeeper) ที่มีอำนาจอนุมัติขั้นสุดท้าย