Tagged: ประวัติศาสตร์การศึกษาคณะสงฆ์
ในช่วงทศวรรษ ๒๕๓๐ สังคมไทยได้ก้าวเข้าสู่กระแสการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างรวดเร็ว ในขณะเดียวกัน มิติทางด้านการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกธรรมก็ได้ปรากฏพลวัตสำคัญ โดยเฉพาะในปีพุทธศักราช ๒๕๓๓ ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญทางประวัติศาสตร์การศึกษาสงฆ์ไทย เมื่อสถิติผู้สมัครสอบ “ธรรมศึกษา” มีจำนวนเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จในการขยายโอกาสทางการศึกษาพระพุทธศาสนาจากขอบเขตของบรรพชิตสู่สาธารณชนในวงกว้าง
พุทธศักราช ๒๕๓๓ ถือเป็นห้วงเวลาสำคัญทางประวัติศาสตร์การศึกษาของคณะสงฆ์ไทย โดย วัดราชาธิวาสวิหาร เขตดุสิต ได้ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการบริหารงานของ สำนักงานแม่กองธรรมสนามหลวง ภายใต้การนำของ พระสุธรรมาธิบดี (แม่กองธรรมสนามหลวงในขณะนั้น) สถานที่แห่งนี้มิได้เป็นเพียงศาสนสถานสำคัญ แต่ยังทำหน้าที่เป็นกองบัญชาการหลักในการขับเคลื่อนระบบการสอบวัดผลความรู้พระปริยัติธรรมแผนกธรรมระดับประเทศ ที่ครอบคลุมศาสนทายาทนับแสนรูปทั่วราชอาณาจักร
พุทธศักราช ๒๕๓๓ นับเป็นอีกวาระสำคัญทางประวัติศาสตร์การศึกษาของคณะสงฆ์ไทย เมื่อสำนักงานแม่กองธรรมสนามหลวง โดยการนำของ พระสุธรรมาธิบดี (แม่กองธรรมสนามหลวงในขณะนั้น) ณ วัดราชาธิวาสวิหาร ได้มอบนโยบายและโอวาทธรรมสำคัญแก่ผู้บริหารและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งถือเป็น “เข็มทิศทางจริยธรรม” ที่กำหนดทิศทางของกระบวนการวัดผลการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกธรรม ให้มุ่งเน้นที่แก่นแท้ขององค์ความรู้มากกว่ารูปแบบภายนอก
พุทธศักราช ๒๕๒๙ นับเป็นห้วงเวลาสำคัญในประวัติศาสตร์การศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกธรรม ด้วยสถิติผู้เข้าสอบทั่วราชอาณาจักรที่สูงถึง ๓๓๔,๔๔๕ รูป/คน ปรากฏการณ์ที่มีผู้สนใจศึกษาหลักธรรมจำนวนมหาศาลนี้ นำมาซึ่งความจำเป็นในการรักษาความเรียบร้อยและมาตรฐานของการสอบ สำนักงานแม่กองธรรมสนามหลวงจึงให้ความสำคัญยิ่งกับ “ระเบียบว่าด้วยมารยาทของผู้เข้าสอบ” ซึ่งมิใช่เพียงมาตรการควบคุมทางกายภาพ แต่เป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ถึง “จริยวัตรแห่งผู้รู้ธรรม” และวัฒนธรรมความสำรวมที่สืบทอดกันมา
พุทธศักราช ๒๕๒๙ ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในประวัติศาสตร์การศึกษาของคณะสงฆ์ไทย ไม่เพียงเพราะสถิติผู้เข้าสอบธรรมสนามหลวงที่สูงถึง ๓๓๔,๔๔๕ รูป/คน ซึ่งสะท้อนถึงความตื่นตัวทางวิชาการของพุทธบริษัท แต่ยังเป็นปีที่มีการบังคับใช้มาตรการตรวจสอบความสุจริตอย่างเข้มงวดที่สุด เพื่อรักษามาตรฐานทางจริยธรรมและคัดกรองบุคลากรให้เป็น “ศาสนทายาท” ที่แท้จริง ท่ามกลางการขยายตัวเชิงปริมาณของผู้เรียน
ในวันเดียวกับที่มีการเปิดตัว “นักธรรมชั้นเอก” (ดูตอนที่ ๓๗) พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นชินวรสิริวัฒน์ (ผู้รักษาการแทนสมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ ในขณะนั้น) ก็ทรงออกประกาศอีกฉบับเพื่อแก้ปัญหา “ความสับสน” ของนักเรียนนักธรรมชั้นตรีและโท
หลังจากปูพื้นฐานความรู้ด้วย “นักธรรมชั้นตรี” และ “ชั้นโท” จนแน่นปึ้กแล้ว ในปี พ.ศ. ๒๔๖๔ คณะสงฆ์ได้ประกาศเปิดตัวหลักสูตรสูงสุด นั่นคือ “นักธรรมชั้นเอก”
คุณเคยสงสัยไหมว่า… สมัยก่อนเวลาพระเณรสอบได้ เขาใช้อะไรเป็นหลักฐาน? จะมีบัตรนักศึกษาเหมือนเราไหม? วันนี้ “แฟ้มธรรม” ขอพาคุณย้อนเวลากลับไปในปี พ.ศ. ๒๔๕๕ (สมัยรัชกาลที่ ๖) ไปดูหน้าตาของเอกสารสำคัญ 4 ฉบับ ที่เปรียบเสมือน “พาสปอร์ตสู่เส้นทางธรรม” ของพระสงฆ์ยุคนั้น
เดิมทีการสอบนักธรรมของ “สามเณร” จะได้รับสิทธิพิเศษคือ “ไม่ต้องสอบวิชาวินัย” (กฎระเบียบของพระ) เนื่องจากในอดีตสามเณรที่เข้าสอบมักเป็นเด็กเล็กๆ การให้เรียนวินัยพระที่ซับซ้อนอาจจะเกินวัยไปหน่อย