Tagged: พระราชบัญญัติคณะสงฆ์
ในทางนิติศาสตร์และพุทธจักรบริหาร เมื่อพระภิกษุถึงแก่มรณภาพ การจัดการสังขารและทรัพย์มรดกมิได้เป็นเพียงเรื่องของจารีตประเพณีหรือความโศกเศร้าของศิษยานุศิษย์เท่านั้น แต่ยังมีนัยสำคัญในทางกฎหมายปกครองคณะสงฆ์และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ต้องพิจารณาอย่างถ่องแท้ ปัญหาความสับสนเกี่ยวกับผู้มีอำนาจจัดการศพและสถานะของทรัพย์มรดก มักนำไปสู่ข้อพิพาทระหว่างทายาทโดยธรรมและวัดที่เป็นภูมิลำเนา บทความนี้จึงมุ่งวิเคราะห์บรรทัดฐานทางกฎหมายและระเบียบปฏิบัติสำหรับพระสังฆาธิการ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเชิงนิติศาสตร์และพุทธศาสตร์ตามแนวทางของคู่มือพระสังฆาธิการ
“วัด” ในบริบทของสังคมไทย มิได้ดำรงสถานะเป็นเพียงศาสนสถานเพื่อการประกอบศาสนพิธีหรือการบำเพ็ญสมณธรรมเท่านั้น หากแต่ยังเป็น “จดหมายเหตุทางสถาปัตยกรรม” และ “คลังข้อมูลทางประวัติศาสตร์” ที่สะท้อนถึงพลวัตของความศรัทธาและโครงสร้างการปกครองในแต่ละยุคสมัย การที่พระพุทธศาสนาสามารถดำรงความมั่นคงและมีระเบียบปฏิบัติที่เป็นเอกภาพมาจนถึงปัจจุบัน ส่วนหนึ่งเกิดจากระบบการบริหารจัดการที่มีแบบแผนชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักเกณฑ์การสร้างและการตั้งชื่อวัด ซึ่งปรากฏอยู่ในคู่มือพระสังฆาธิการและระเบียบมหาเถรสมาคมที่เกี่ยวข้อง
ในระบอบนิติศาสตร์ไทย “ที่ดินวัด” มิได้มีสถานะเป็นเพียงทรัพย์สินเชิงพาณิชย์หรืออสังหาริมทรัพย์ทั่วไป แต่ดำรงฐานะเป็น ศาสนสมบัติ ที่ได้รับการคุ้มครองด้วยกลไกทางกฎหมายที่เข้มงวดและสลับซับซ้อนที่สุดประเภทหนึ่ง กระบวนการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินของสงฆ์ถูกออกแบบมาเพื่อธำรงรักษาพุทธอาณาจักรให้มีความมั่นคงถาวร ป้องกันการเบียดบังศาสนสมบัติไปเป็นของส่วนตน บทความนี้จะวิเคราะห์เจาะลึกถึงเงื่อนไขและขั้นตอนตาม พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ และระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เห็นถึงนัยสำคัญของการคุ้มครองที่ดินวัดในมิติทางกฎหมายร่วมสมัย
ในระบอบการปกครองคณะสงฆ์ไทย “มหาเถรสมาคม” (มส.) มิได้เป็นเพียงที่ประชุมของพระเถรานุเถระชั้นผู้ใหญ่เท่านั้น แต่หากพิจารณาผ่านเลนส์ทางนิติศาสตร์และการบริหารจัดการองค์กร มหาเถรสมาคมคือ “องค์กรบริหารและนิติบัญญัติสูงสุด” ซึ่งทำหน้าที่กำหนดทิศทางเชิงยุทธศาสตร์และวางรากฐานทางกฎระเบียบเพื่อคุ้มครองศรัทธาในบวรพุทธศาสนา แม้ภาพลักษณ์ภายนอกจะดูสืบเนื่องมาจากจารีตประเพณี ทว่าการขับเคลื่อนองค์กรสงฆ์ในปัจจุบันอยู่ภายใต้กลไกทางกฎหมายที่ชัดเจนและรัดกุม เพื่อให้พุทธจักรไทยดำรงอยู่ได้อย่างสง่างามท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก
บทนำ: บริบทสังคมไทยกับการธำรงรักษามาตรฐานการศึกษาคณะสงฆ์ ท่ามกลางกระแสธารแห่งความเปลี่ยนแปลงในช่วงทศวรรษ ๒๕๑๐ ที่ความทันสมัยเริ่มเข้ามามีอิทธิพลต่อโครงสร้างสังคมไทย สถาบันสงฆ์ยังคงยืนหยัดในอุดมการณ์ที่จะรักษา “รากแก้ว” ของพระพุทธศาสนาไว้อย่างมั่นคง ณ วัดราชผาติการาม เขตดุสิต ซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักงานแม่กองธรรมสนามหลวง ในปีพุทธศักราช ๒๕๑๘ บรรยากาศเต็มไปด้วยความตื่นตัวในการปฏิบัติภารกิจระดับชาติ ในฐานะศูนย์กลางการบริหารจัดการการศึกษาสำหรับศาสนทายาทกว่าสองแสนรูปทั่วราชอาณาจักร การดำเนินงานในช่วงเวลาดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงโครงสร้างการบริหารที่เข้มแข็งและมีประสิทธิภาพ ภายใต้กรอบของกฎหมายคณะสงฆ์ที่ศักดิ์สิทธิ์
การบริหารกิจการคณะสงฆ์ไทย โดยเฉพาะในส่วนของการปกครองอารามชั้นสูงอย่าง “พระอารามหลวง” นั้น เป็นเรื่องที่มีระเบียบแบบแผนและข้อกฎหมายกำหนดไว้อย่างเคร่งครัด เพื่อธำรงไว้ซึ่งความเรียบร้อยและศักดิ์ศรีแห่งสถาบันศาสนา ปัจจุบัน การแต่งตั้งเจ้าอาวาสพระอารามหลวงดำเนินไปภายใต้ พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ (แก้ไขเพิ่มเติมโดยฉบับที่ ๒ พ.ศ. ๒๕๓๕) ควบคู่กับ กฎมหาเถรสมาคม ที่เกี่ยวข้อง โดยมีกลไกการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจระหว่างผู้บริหารระดับสูงและมติขององค์กรปกครองสูงสุดของคณะสงฆ์