Tagged: พ.ร.บ.การศึกษาพระปริยัติธรรม
เมื่อกล่าวถึง พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ หลายท่านอาจนึกภาพการเรียนการสอนเฉพาะในส่วนของคณะสงฆ์ไทย (เถรวาท) เป็นหลัก แต่แท้จริงแล้ว กฎหมายฉบับนี้เปรียบเสมือนร่มคันใหญ่ที่กางออกเพื่อโอบอุ้ม “พุทธจักรไทยทั้งระบบ” ซึ่งรวมถึงพี่น้องพุทธศาสนิกสัมพันธ์อย่าง คณะสงฆ์จีนนิกาย และ คณะสงฆ์อนัมนิกาย ด้วย
การประกาศใช้ พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ เปรียบเสมือนการปักธงชัยทางนิติบัญญัติที่ประกาศให้สังคมรับรู้ว่า ระบบการศึกษาของคณะสงฆ์ไทยกำลังเปลี่ยนผ่านจากยุคแห่งการใช้อำนาจตามจารีต สู่ยุคแห่ง “นิติรัฐ” (Rule of Law) อย่างเป็นทางการ
การประกาศใช้ พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ มิใช่เพียงการประทับตราครุฑลงบนเอกสารเพื่อรับรองวิทยฐานะเท่านั้น หากแต่เป็นการพลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์การศึกษาสงฆ์ไทย จากระบบที่ขับเคลื่อนด้วย “ศรัทธาและจารีต” ไปสู่การเป็น “องค์กรตามกฎหมาย” (Statutory Board) อย่างเต็มภาคภูมิ
การประกาศใช้ พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ มิได้เป็นเพียงการขยับตัวของตัวบทกฎหมายบนหน้ากระดาษ หากแต่เป็นคลื่นลูกใหญ่ที่ส่งแรงกระเพื่อมไปถึงโครงสร้างการบริหารจัดการคณะสงฆ์ไทยทั้งระบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.)
ในประวัติศาสตร์การบริหารองค์กร ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดจะสั่นสะเทือนรากฐานได้เท่ากับ “การย้ายฐานอำนาจ” เมื่อวันที่ ๑๖ เมษายน ๒๕๖๒ วงการสงฆ์ไทยได้จารึกหมุดหมายสำคัญผ่านการประกาศใช้ พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ หลายคนอาจมองเห็นเพียงเม็ดเงินงบประมาณที่เพิ่มขึ้น แต่หากมองให้ลึกลงไปใน “ดีเอ็นเอ” ของกฎหมายฉบับนี้ จะพบว่านี่คือการ “รื้อถอนโครงสร้าง” (Deconstruction) อำนาจการกำกับดูแลบุคลากรครั้งใหญ่ที่สุด
หากเปรียบการปฏิรูปเป็นงานก่อสร้าง วันที่ ๑๖ เมษายน ๒๕๖๒ คือวันที่แปลนพิมพ์เขียวฉบับใหม่ถูกกางออกอย่างเป็นทางการ การประกาศใช้ พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ ไม่ใช่เพียงการเพิ่มกฎหมายลงในราชกิจจานุเบกษา แต่คือการวางศิลาฤกษ์ให้แก่โครงสร้างการบริหารรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า “คณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม” (กศป.)
หากจะเอ่ยถึง “จุดเปลี่ยน” (Turning Point) ที่สำคัญที่สุดของการศึกษาคณะสงฆ์ไทยในรอบทศวรรษ คงหนีไม่พ้นการประกาศใช้ พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ กฎหมายฉบับนี้มิได้ทำหน้าที่เพียงแค่ปรับปรุงระเบียบปฏิบัติราชการทั่วไป แต่คือนวัตกรรมทางความคิดที่เข้ามารื้อถอนโครงสร้างอำนาจเดิม เพื่อสถาปนาสิ่งที่เรียกว่า “นิติรัฐ” (Rule of Law) ให้เกิดขึ้นจริงในวงการสงฆ์
ในอดีต ภาพลักษณ์ของการบริหารจัดการศึกษาพระปริยัติธรรมมักยึดโยงอยู่กับบารมีและอำนาจการตัดสินใจแบบเบ็ดเสร็จของ “เจ้าสำนักเรียน” หรือเจ้าอาวาส (Local Power) เป็นสำคัญ การบริหารงานบุคคลและการจัดสรรงบประมาณภายในวัดจึงมักขึ้นอยู่กับ “ดุลยพินิจส่วนบุคคล” โดยขาดกลไกการกำกับดูแลจากส่วนกลางที่ชัดเจน อย่างไรก็ตาม การประกาศใช้ พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ ได้สร้างจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ โดยยกระดับสถานะจากผู้มีอำนาจตามจารีต สู่การเป็น “ผู้บริหารภายใต้ระบบนิติรัฐ” อย่างเต็มรูปแบบ
จาก “ศรัทธาอาสา” สู่ “วิชาชีพที่มีมาตรฐาน” ในอดีต ภาพจำของบุคลากรผู้สนับสนุนงานการศึกษาในวัดมักถูกมองในฐานะ “ลูกจ้างวัด” หรือผู้ทำงานจิตอาสาที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความศรัทธา โดยขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของเจ้าอาวาสเป็นสำคัญ อย่างไรก็ตาม การประกาศใช้ พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ ได้นำมาซึ่งจุดเปลี่ยนครั้งประวัติศาสตร์ โดยการยกระดับสถานะของบุคคลเหล่านี้ให้กลายเป็น “เจ้าหน้าที่การศึกษาพระปริยัติธรรม” (จศป.) ซึ่งมีสถานะทางกฎหมายรองรับชัดเจนและอยู่ภายใต้ระบบนิเวศการบริหารทรัพยากรมนุษย์ (HRM) ที่ทันสมัย
รอยต่อระหว่างศรัทธาและนิติรัฐ ท่ามกลางบริบทสังคมโลกสมัยใหม่ที่ความศรัทธาจำต้องดำเนินไปควบคู่กับหลักนิติรัฐ (Rule of Law) การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการศึกษาของคณะสงฆ์ไทยภายใต้ พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ ถือเป็นจุดเปลี่ยนผ่านครั้งประวัติศาสตร์ มิใช่เพียงแค่การปฏิรูปหลักสูตรให้ทันสมัยเท่านั้น หากแต่หัวใจสำคัญที่เป็นปัจจัยขับเคลื่อนระบบให้ดำรงอยู่ได้คือ “ธรรมาภิบาลทางการคลัง” (Fiscal Governance)