Tagged: พ.ร.บ.การศึกษาพระปริยัติธรรม
ในระบบการศึกษาของคณะสงฆ์ไทย “สำนักเรียน” มิได้เป็นเพียงอาคารสถานที่สำหรับการเรียนรู้ธรรมะและบาลีเท่านั้น แต่คือนิติบุคคลทางศาสนาที่มีสถานะรับรองตามกฎหมาย ภายใต้ พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ และข้อบังคับฉบับล่าสุดปี พ.ศ. ๒๕๖๗ ได้วางกลไกการจัดตั้งที่รัดกุม โดยกำหนดให้ มหาเถรสมาคม (มส.) เป็นองค์กรผู้ทรงอำนาจอนุมัติขั้นสุดท้าย กระบวนการนี้สะท้อนถึงการยกระดับมาตรฐานการศึกษาที่ต้องผ่านการ “กลั่นกรอง” ตามลำดับชั้นการปกครองอย่างเป็นระบบ
การประกาศใช้ พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ มิใช่เพียงการตรากฎหมายฉบับหนึ่งเพื่อรองรับสถานะทางการศึกษาของคณะสงฆ์เท่านั้น หากแต่เป็น “จุดเปลี่ยนผ่าน” (Transition Point) ครั้งสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์พุทธศาสนาไทย กฎหมายฉบับนี้เปรียบเสมือนศิลาฤกษ์ที่วางรากฐานใหม่ให้กับระบบการศึกษาสงฆ์ โดยเปลี่ยนผ่านจากระบบจารีตสู่ระบบบริหารจัดการภาครัฐที่ทันสมัย (Modernization) ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงทางนิติฐานะ โครงสร้างอำนาจ และคุณภาพชีวิตของบุคลากร ดังบทวิเคราะห์ ๓ มิติสำคัญต่อไปนี้
การศึกษาพระปริยัติธรรมถือเป็นรากฐานสำคัญในการดำรงอยู่และเผยแผ่คำสอนของพระพุทธศาสนาในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แผนกธรรม ซึ่งเป็นหลักสูตรการศึกษาพระธรรมวินัยใน ภาษาไทย เกิดขึ้นจากพระดำริของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส เมื่อครั้งที่ทรงเห็นว่าการศึกษาพระปริยัติธรรมในภาษาบาลีนั้นเป็นเรื่องยากสำหรับภิกษุสามเณรทั่วไป นำไปสู่การขาดแคลนผู้มีความรู้ในพระธรรมวินัย
สำนักงานแม่กองธรรมสนามหลวง (Royal Dhamma Studies Office) ถือเป็นองค์กรที่มีบทบาทสำคัญยิ่งในโครงสร้างการบริหารการศึกษาของคณะสงฆ์ไทย ในฐานะหน่วยงานปฏิบัติการหลักที่รับผิดชอบการจัดการศึกษาและการประเมินผล “หลักสูตรพระปริยัติธรรม แผนกธรรม” ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการเผยแผ่และสืบทอดหลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนา ทั้งแก่พระภิกษุสามเณรและพุทธศาสนิกชนทั่วไป ทั้งภายในราชอาณาจักรและในต่างประเทศ
การปฏิรูปการศึกษาพระปริยัติธรรมภายใต้ พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ ได้นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์การบริหารจัดการครั้งสำคัญ โดยเฉพาะการแยกบทบาทหน้าที่ (Separation of Functions) ระหว่างการกำหนดนโยบายกับการปฏิบัติการออกจากกันอย่างชัดเจน ผ่านการจัดตั้งสองกลไกหลัก
การขับเคลื่อนระบบการศึกษาพระปริยัติธรรมภายใต้พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ จำเป็นต้องอาศัยกลไกการบริหารที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งหัวใจสำคัญอยู่ที่การแบ่งแยกอำนาจหน้าที่และการทำงานสอดประสานกันระหว่างสององค์กรหลัก ได้แก่ คณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม (กศป.) และ คณะกรรมการบริหารงานบุคคลการศึกษาพระปริยัติธรรม (กบป.)
การประกาศใช้ “ข้อบังคับคณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม ว่าด้วยการจัดตั้งสถานศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๗” นับเป็นหมุดหมายสำคัญทางนิติศาสตร์ของวงการการศึกษาพระปริยัติธรรม
การประกาศใช้ “ข้อบังคับคณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม ว่าด้วยการจัดตั้งสถานศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๗” ถือเป็นนวัตกรรมทางกฎหมายที่สำคัญยิ่ง ภายใต้กรอบอำนาจของพระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒
การจัดตั้ง “คณะกรรมการบริหารงานบุคคลการศึกษาพระปริยัติธรรม (กบป.)” ตามพระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ ถือเป็นนวัตกรรมเชิงโครงสร้างที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งในการปฏิรูปการศึกษาของคณะสงฆ์ไทย
การประกาศใช้ พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ และข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง ถือเป็นการวางรากฐานนิติธรรมใหม่ให้แก่ระบบการศึกษาของคณะสงฆ์