Tagged: การปฏิรูปการศึกษา

0

พลิกโฉมสนามสอบ: จาก “แปลปากเปล่า” สู่ “ปลายปากกา” การปฏิรูปการวัดผลเพื่อความยุติธรรมแห่งพุทธจักร

ในประวัติศาสตร์การศึกษาพระปริยัติธรรมของไทย การสอบไล่เพื่อวัดความรู้ทางพุทธศาสตร์นับเป็นกระบวนการที่ทรงเกียรติและเข้มงวดอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตาม ก่อนรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ระบบการวัดผลยังคงยึดถือธรรมเนียมโบราณที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการแสดงศักยภาพที่แท้จริงของผู้เรียน นั่นคือการสอบแบบ “แปลปากเปล่า”

0

เปลี่ยนผ่านสู่สถาบันนิติรัฐ: เมื่อการศึกษาคณะสงฆ์ก้าวสู่สถานะ ‘องค์กรตามกฎหมาย’ (Statutory Board)

การประกาศใช้ พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ มิใช่เพียงการประทับตราครุฑลงบนเอกสารเพื่อรับรองวิทยฐานะเท่านั้น หากแต่เป็นการพลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์การศึกษาสงฆ์ไทย จากระบบที่ขับเคลื่อนด้วย “ศรัทธาและจารีต” ไปสู่การเป็น “องค์กรตามกฎหมาย” (Statutory Board) อย่างเต็มภาคภูมิ

0

ศิลปะการครองสมดุล: เมื่อ ‘กศป.’ ต้องยืนอยู่บนรอยต่อระหว่าง ‘อาณาจักร’ และ ‘ศาสนจักร’

ในโลกของการบริหารจัดการสมัยใหม่ สิ่งที่ยากยิ่งกว่าการ “แสวงหาอำนาจ” คือการ “บริหารความรับผิดชอบ” โดยเฉพาะเมื่อต้องรับผิดชอบต่อผู้มีอำนาจสองฝ่ายที่มีเป้าหมายต่างกันอย่างสิ้นเชิง การประกาศใช้ พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ มิใช่เพียงการจัดระเบียบองค์กรสงฆ์ใหม่ แต่คือการก่อกำเนิดโมเดลการปกครองที่นักรัฐศาสตร์และนักนโยบายสาธารณะเรียกว่า “ภาวะความรับผิดชอบสองทาง” (Dual Accountability) สถานการณ์ที่เปราะบางและท้าทายนี้เกิดขึ้นเมื่อ คณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม (กศป.) ถูกวางบทบาทให้เป็น “คนกลาง” ที่ต้องรักษาสมดุลระหว่าง “อำนาจรัฐ” (อาณาจักร) ที่เน้นความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ กับ “อำนาจสงฆ์” (ศาสนจักร) ที่เน้นความบริสุทธิ์แห่งพระธรรมวินัย

0

ปฏิรูปเกณฑ์วัดผล: พลิกโฉมการตรวจ ‘กระทู้ธรรม’ สู่มาตรฐานสากล พ.ศ. ๒๕๐๐

บทนำ: จุดเปลี่ยนแห่งการวัดผลสัมฤทธิ์ทางธรรม พุทธศักราช ๒๕๐๐ ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในประวัติศาสตร์การวัดและประเมินผลการศึกษาของคณะสงฆ์ไทย เมื่อสนามหลวงแผนกธรรมได้ดำเนินการปฏิรูป “เกณฑ์การให้คะแนนกระทู้ธรรม” ครั้งใหญ่ โดยเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการตรวจแบบเดิมที่มุ่งเน้นการ “จับผิดเพื่อหักคะแนน” (Negative Marking) มาเป็นการตรวจแบบใหม่ที่เน้นการ “ประเมินตามระดับความรู้ความสามารถ” (Positive Marking) เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานการศึกษาสากล การเปลี่ยนแปลงนี้มีนัยสำคัญเพื่อส่งเสริมกำลังใจและเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้แสดงศักยภาพทางปัญญาอย่างเต็มที่

0

ยกเครื่องเปรียญธรรม: การเชื่อมโยง “นักธรรม” สู่ “บาลี” กุศโลบายสร้างปราชญ์ผู้รู้ลึกและรู้รอบ

ในอดีตกาล การศึกษาของคณะสงฆ์ไทยเปรียบเสมือนการเดินทางไกลที่มุ่งเน้นเพียงทิศทางเดียว นั่นคือการ “แปลภาษาบาลี” ภาพของพระภิกษุสามเณรที่นั่งท่องบ่นคัมภีร์ใบลาน ขะมักเขม้นกับการแกะศัพท์แสงทางไวยากรณ์อันสลับซับซ้อน เป็นภาพที่คุ้นตามาช้านาน ทว่าภายใต้ความเชี่ยวชาญทางภาษานั้น กลับซ่อนเร้นไว้ด้วยจุดอ่อนประการสำคัญ คือการขาดความเข้าใจใน “แก่นธรรม”

0

คู่มือจริยธรรมสามัญชน: ตำนาน “เบญจศีล เบญจธรรม” หนังสือเล่มจิ๋วที่สร้างคนดีคู่ความรู้

ท่ามกลางกระแสธารแห่งการเปลี่ยนแปลงในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สยามประเทศกำลังตื่นตัวกับการเร่งสร้าง “โรงเรียน” และขยายการศึกษาแผนใหม่ไปทั่วหัวระแหง วิชาการสมัยใหม่ทั้งเลขคณิต ภูมิศาสตร์ และภาษาต่างประเทศ เริ่มหลั่งไหลเข้ามาสู่ห้องเรียนในวัดวาอาราม แต่ทว่า ท่ามกลางความตื่นตัวทางวิชาการนั้น สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงเล็งเห็นจุดเปราะบางที่อาจเกิดขึ้น หากคนไทยมีความรู้ท่วมหัวแต่ขาดหลักยึดทางจิตใจ

0

จากลานวัดสู่ห้องเรียน: เมื่อ “พระสงฆ์” สวมบทครู ปั้นรากฐานประถมศึกษาไทยสมัย ร.๕

เสียงท่องหนังสือกลางศาลาและพายุแห่งการเปลี่ยนแปลง ในวันที่แสงแดดอ่อนทอแสงลงบนลานทรายของวัดวาอาราม ภาพที่ชาวสยามคุ้นตาคือเด็กชายตัวน้อยในชุดผ้าผ่อนเรียบง่าย หิ้วปิ่นโตเดินตามหลังพระภิกษุผู้สงบเสงี่ยม หรือไม่ก็นั่งล้อมวงกันบนศาลาไม้หลังเก่า เสียง “นะโม ก ข” ดังประสานไปกับเสียงระฆังที่กังวานบอกเวลา นี่คือภาพจำของวิถีการเรียนรู้ที่ฝังรากลึกมานับศตวรรษ วัดไม่ได้เป็นเพียงสถานที่บำเพ็ญกุศล แต่เป็นห้องเรียนแห่งแรก และพระสงฆ์คือแม่พิมพ์ผู้เจียระไนกุลบุตรให้มีความรู้และศีลธรรม

0

มหามกุฏราชวิทยาลัย: ปฐมบทแห่งการปฏิรูปการศึกษาพระพุทธศาสนาและวิชาการสมัยใหม่

การสถาปนา “มหามกุฏราชวิทยาลัย” เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๓๖ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในประวัติศาสตร์การศึกษาของไทย สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ผู้ทรงวางรากฐานการดำเนินงาน ได้ทรงกำหนดวัตถุประสงค์หลัก ๓ ประการ เพื่อยกระดับความรู้ของทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์ให้ก้าวทันต่อความเปลี่ยนแปลงของโลกในขณะนั้น ดังนี้

0

นวัตกรรมเชิงยุทธศาสตร์ “วัดเป็นโรงเรียน”: พลิกวิกฤตทรัพยากรสู่รากฐานการศึกษาสมัยใหม่

นวัตกรรมเชิงยุทธศาสตร์ “วัดเป็นโรงเรียน”: พลิกวิกฤตทรัพยากรสู่รากฐานการศึกษาสมัยใหม่ ในยุคที่สยามประเทศต้องเร่ง “อัปเกรด” ระบบปฏิบัติการของชาติให้ทันสมัยทัดเทียมตะวันตก โจทย์ที่ยากที่สุดของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕) คือการขยายการศึกษาให้ทั่วถึงราษฎรในเวลาอันสั้นท่ามกลางข้อจำกัดมหาศาล ท่ามกลางวิกฤตนี้ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ได้ทรงเสนอทางออกที่เป็น “จุดเปลี่ยน” สำคัญผ่านกุศโลบาย “ใช้วัดเป็นโรงเรียน ใช้พระเป็นครู” ซึ่งหากเราวิเคราะห์ด้วยสายตาคนทำงานยุคปัจจุบัน นี่คือแนวคิดการบริหารจัดการที่เปี่ยมด้วยวิสัยทัศน์ผ่าน ๔ มิติดังนี้ครับ

0

ฝ่าวิกฤตปฏิรูปการศึกษา: ถอดรหัสอุปสรรคและจุดเปลี่ยนแห่งการเรียนรู้ในหัวเมืองสยาม

ฝ่าวิกฤตปฏิรูปการศึกษา: ถอดรหัสอุปสรรคและจุดเปลี่ยนแห่งการเรียนรู้ในหัวเมืองสยาม การวางรากฐานระบบการศึกษาทั่วประเทศในช่วงต้นของการปฏิรูปสยาม ไม่ได้ราบรื่นเหมือนการขีดเขียนลงบนกระดาษเปล่า แต่คือการปรับแก้โครงสร้างทางสังคมที่หยั่งรากลึกมานับศตวรรษ จากการศึกษาเอกสาร “การพัฒนาสยามประเทศ” เราพบว่าภารกิจการจัดการศึกษาในหัวเมืองสมัยรัชกาลที่ ๕ ต้องเผชิญกับกำแพงอุปสรรค ๔ ประการที่ท้าทายวิสัยทัศน์ของผู้นำในยุคนั้นอย่างยิ่ง