Tagged: การศึกษาพระปริยัติธรรม
เจาะลึกโครงสร้าง กบป.: กลไกขับเคลื่อนทรัพยากรบุคคลการศึกษาพระปริยัติธรรม ภายใต้ข้อบังคับคณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม ว่าด้วยการบริหารงานบุคคลการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๓ ได้มีการจัดตั้ง คณะกรรมการบริหารงานบุคคลการศึกษาพระปริยัติธรรม (กบป.) ขึ้นเพื่อทำหน้าที่เป็น “องค์กรกำกับดูแล” (Regulator) ด้านการบริหารงานบุคคลให้มีประสิทธิภาพและมีความเป็นเอกภาพทั่วประเทศ โดยมีโครงสร้างองค์ประกอบที่ผสมผสานระหว่างผู้บริหารระดับสูงของคณะสงฆ์และผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากสาขาวิชาชีพ ดังนี้
กศป.: องค์กรบริหารนโยบายและเสาหลักการศึกษาพระปริยัติธรรม ภายใต้พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ คณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม (กศป.) ได้รับการจัดตั้งขึ้นในฐานะองค์กรระดับมหภาคเชิงนโยบาย ซึ่งทำหน้าที่เป็นกลไกสูงสุดในการบริหารจัดการและกำกับดูแลการศึกษาพระปริยัติธรรมของคณะสงฆ์ไทย โดยมีอำนาจหน้าที่ครอบคลุมภารกิจสำคัญ ๕ ด้าน ดังนี้
ในอดีต ภาพจำของ “ภาษาบาลี” มักถูกจำกัดอยู่ในกำแพงวัดและถือเป็นศาสตร์เฉพาะทางสำหรับผู้ครองผ้ากาสาวพัสตร์เท่านั้น ภาษาบาลีจึงถูกมองว่าเป็นภาษาศักดิ์สิทธิ์ที่ลึกลับและเข้าถึงได้ยากสำหรับบุคคลทั่วไป อย่างไรก็ตาม ในยุคแห่งการปฏิรูปกิจการคณะสงฆ์ภายใต้ พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ กำแพงดังกล่าวได้ถูกทลายลงอย่างสิ้นเชิง ผ่านการพัฒนาหลักสูตร “บาลีศึกษา” (บ.ศ.) ซึ่งเปิดโอกาสให้คฤหัสถ์และพุทธบริษัททุกกลุ่มสามารถเข้าถึงขุมทรัพย์ทางปัญญาแห่งพุทธธรรมในระดับสูงเทียบเท่ากับพระภิกษุสามเณร
ในบริบทของโลกยุคปัจจุบันที่กระแสโลกาภิวัตน์เชื่อมโยงมนุษยชาติเข้าด้วยกันผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล “Soft Power” ด้านจิตวิญญาณและปัญญาญาณได้กลายเป็นทรัพยากรล้ำค่าที่ประชาคมโลกต่างแสวงหา ประเทศไทยในฐานะดินแดนอันรุ่งเรืองด้วยพระพุทธศาสนา จึงมิได้ดำรงสถานะเพียงแค่แหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมเท่านั้น หากแต่กำลังขับเคลื่อนยุทธศาสตร์สำคัญเพื่อก้าวสู่การเป็น “ศูนย์กลางการศึกษาพระพุทธศาสนาระดับโลก” (Global Hub of Buddhist Education) ภายใต้ แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาการศึกษาพระปริยัติธรรม ระยะกลาง พ.ศ. ๒๕๖๖-๒๕๗๐
พระปริยัตินิเทศก์: กลไกสำคัญในการขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาคณะสงฆ์ ในการบริหารจัดการการศึกษาของคณะสงฆ์ไทย “พระปริยัตินิเทศก์” ถือเป็นบุคลากรที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการรักษามาตรฐานและยกระดับคุณภาพการเรียนการสอนพระปริยัติธรรม บทความนี้จะนำเสนอสาระสำคัญเกี่ยวกับนิยาม บทบาทหน้าที่ และสถานภาพทางกฎหมายของพระปริยัตินิเทศก์ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อโครงสร้างการบริหารงานบุคคลภายใต้ระบบการศึกษาพระปริยัติธรรม
ในระบบการบริหารจัดการองค์กรสมัยใหม่ “ทุนมนุษย์” (Human Capital) ถือเป็นหัวใจสำคัญที่สุด แต่การจะบริหารบุคลากรจำนวนมากให้มีประสิทธิภาพและเป็นธรรมได้นั้น จำเป็นต้องมี “ผู้ออกกฎ” หรือ Regulator ที่เข้มแข็ง ในระบบการศึกษาของคณะสงฆ์ไทย ภายใต้ข้อบังคับปี พ.ศ. ๒๕๖๓ บทบาทนี้ตกเป็นของ คณะกรรมการบริหารงานบุคคลการศึกษาพระปริยัติธรรม (กบป.)
คำว่า “แม่กอง” ในบริบทของการสอบธรรมสนามหลวงนั้น มีวิวัฒนาการควบคู่มากับการจัดการศึกษาของคณะสงฆ์ไทย ในช่วงเริ่มแรกของการสอบธรรมสนามหลวง (พ.ศ. ๒๔๕๔ เป็นต้นมา) คำว่า “แม่กอง” ยังไม่ได้หมายถึงตำแหน่งถาวรหรือองค์กรกลางเพียงหนึ่งเดียวอย่างในปัจจุบัน แต่หมายถึง “ประธานหรือหัวหน้าผู้กำกับดูแลการสอบ” ในแต่ละสนามสอบ
เมื่อถึง พ.ศ. ๒๔๗๘ คณะสงฆ์ได้ตั้งหลักสูตร “ธรรมศึกษาเอก” ขึ้น และอนุญาตให้ฆราวาสสอบได้ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๗๘ เป็นต้นไป ซึ่งนับเป็นการเติมเต็มระบบการศึกษาธรรมสำหรับฆราวาสให้ครบถ้วนสมบูรณ์ทั้ง ๓ ชั้น
เมื่อเห็นว่าฆราวาสสนใจศึกษาและสมัครสอบธรรมศึกษาตรีกันเป็นจำนวนมาก ในปี พ.ศ. ๒๔๗๓ คณะสงฆ์จึงได้ตั้งหลักสูตร “ธรรมศึกษาโท” ขึ้น เพื่อเป็นการขยายการศึกษานักธรรมสำหรับฆราวาสให้กว้างขวางและแพร่หลายยิ่งขึ้น อันเป็นการส่งเสริมการศึกษาพระพุทธศาสนาทางหนึ่ง
สำนักงานแม่กองธรรมสนามหลวง (Royal Dhamma Studies Office) ถือเป็นองค์กรที่มีบทบาทสำคัญยิ่งในโครงสร้างการบริหารการศึกษาของคณะสงฆ์ไทย ในฐานะหน่วยงานปฏิบัติการหลักที่รับผิดชอบการจัดการศึกษาและการประเมินผล “หลักสูตรพระปริยัติธรรม แผนกธรรม” ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการเผยแผ่และสืบทอดหลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนา ทั้งแก่พระภิกษุสามเณรและพุทธศาสนิกชนทั่วไป ทั้งภายในราชอาณาจักรและในต่างประเทศ