Tagged: ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา
พุทธศักราช ๒๕๒๙ นับเป็นห้วงเวลาสำคัญในประวัติศาสตร์การศึกษาของคณะสงฆ์ไทย ด้วยสถิติผู้สมัครสอบธรรมสนามหลวงที่สูงถึง ๓๓๔,๔๔๕ รูป/คน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าเกือบสองหมื่นราย ปริมาณงานด้านการบริหารจัดการที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญนี้ จำเป็นต้องอาศัยระบบโลจิสติกส์และการประสานงานที่มีประสิทธิภาพ วัดราชผาติการาม เขตดุสิต ซึ่งทำหน้าที่เป็นที่ทำการของสนามหลวงแผนกธรรมในขณะนั้น จึงมีบทบาทสำคัญในฐานะศูนย์กลางการปฏิบัติการ (Operational Hub) ในการกระจายข้อสอบและกำกับดูแลกระบวนการสอบให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย
พุทธศักราช ๒๕๒๙ นับเป็นหมุดหมายสำคัญทางประวัติศาสตร์การศึกษาของคณะสงฆ์ไทย โดยเฉพาะในช่วงเดือนพฤศจิกายน ซึ่งเป็นห้วงเวลาแห่งการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกธรรม หากพิจารณาบริบททางสังคมและศาสนาในขณะนั้น จะพบว่าการสอบธรรมสนามหลวงซึ่งจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๒๙ มิได้เป็นเพียงกิจกรรมทางวิชาการประจำปี แต่เป็นปรากฏการณ์ที่สะท้อนถึงความตื่นตัวสูงสุดในการศึกษาหลักธรรมของพุทธบริษัท ทั้งฝ่ายบรรพชิตและคฤหัสถ์
ในยุคสมัยที่ไร้ซึ่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตและเทคโนโลยีการสื่อสารอันรวดเร็ว การปกครองดูแลองค์กรขนาดใหญ่อย่าง “คณะสงฆ์ไทย” ที่กระจายตัวอยู่ตามวัดวาอารามทั่วทุกหัวระแหงของสยามประเทศนั้น เปรียบเสมือนการเดินเรือท่ามกลางหมอกหนา ข่าวสารและคำสั่งจากส่วนกลางกว่าจะเดินทางไปถึงหัวเมืองไกลโพ้น อาจล่าช้าหรือผิดเพี้ยนไปตามกาลเวลา
หากย้อนเวลากลับไปในสยามประเทศยุคก่อนกาล การจะพิสูจน์ทราบสถานะของ “พระภิกษุสงฆ์” รูปหนึ่งที่เดินทางจาริกมาจากต่างถิ่นว่าเป็นพระจริงหรือพระปลอม เป็นผู้บริสุทธิ์หรือผู้ต้องหาหนีคดีมาบวชนั้น เป็นเรื่องที่ยากเย็นแสนเข็ญ ยุคนั้นยังไม่มีระบบทะเบียนประวัติออนไลน์ ไม่มีบัตรประชาชน และไม่มีเอกสารยืนยันตัวตนที่ชัดเจน ความคลุมเครือนี้นับเป็นช่องโหว่ขนาดใหญ่ที่สั่นคลอนความมั่นคงของสถาบันสงฆ์
หากย้อนเวลากลับไปในบรรยากาศการศึกษาพระธรรมวินัยของสยามประเทศเมื่อร้อยกว่าปีก่อน ภาพที่คุ้นตาคือเหล่าพระภิกษุสามเณรที่ต้องเพียรพยายามท่องจำอักขระรูปร่างแปลกตาที่จารลงบนใบลาน นั่นคือ “อักษรขอม”
ในอดีตกาล การศึกษาของคณะสงฆ์ไทยเปรียบเสมือนการเดินทางไกลที่มุ่งเน้นเพียงทิศทางเดียว นั่นคือการ “แปลภาษาบาลี” ภาพของพระภิกษุสามเณรที่นั่งท่องบ่นคัมภีร์ใบลาน ขะมักเขม้นกับการแกะศัพท์แสงทางไวยากรณ์อันสลับซับซ้อน เป็นภาพที่คุ้นตามาช้านาน ทว่าภายใต้ความเชี่ยวชาญทางภาษานั้น กลับซ่อนเร้นไว้ด้วยจุดอ่อนประการสำคัญ คือการขาดความเข้าใจใน “แก่นธรรม”
บทนำ: รอยร้าวแรกในความบริสุทธิ์แห่งพุทธันดร ในสมัยปฐมโพธิกาล หรือช่วง ๒๐ พรรษาแรกแห่งการตรัสรู้ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คณะสงฆ์ดำรงอยู่ในสภาวะที่เรียกว่า “ยุคทอง” อันบริสุทธิ์ผุดผ่อง ปราศจากข้อบังคับหรือกฎเกณฑ์ที่เข้มงวด เนื่องจากภิกษุทั้งหลายล้วนเปี่ยมด้วยศีลและธรรมในจิตใจ แต่เมื่อกาลเวลาล่วงเลยไปพร้อมกับการขยายตัวของพุทธบริษัท ความประพฤติที่หย่อนยานเริ่มปรากฏขึ้น นำไปสู่ความจำเป็นในการตรากฎหมายสูงสุด หรือ “ปาราชิก” ข้อแรก เรื่องราวนี้ถูกบันทึกไว้อย่างละเอียดในพระวินัยปิฎก โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่ชะตากรรมของภิกษุหนุ่มผู้มีนามว่า “พระสุทินน์ กลันทบุตร”
การปฏิรูปการศึกษาคณะสงฆ์โดย สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาไทย คำถามสำคัญคือ: พระองค์ทรงมีจุดประสงค์และแรงผลักดันอะไรบ้างในการปฏิรูปครั้งนี้?
ย้อนกลับไปในปี พ.ศ. ๒๔๕๗ การศึกษาพระปริยัติธรรมไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในกรุงเทพฯ (สนามหลวง) อีกต่อไป สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงมีพระดำริให้ขยายสนามสอบออกไปสู่ “หัวเมือง” (มณฑลต่างๆ) เพื่อให้โอกาสภิกษุสามเณรทั่วประเทศ
หลังจากได้จัดตั้งหลักสูตรนักธรรมชั้นโทขึ้นแล้ว สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ ก็ทรงจัดระเบียบชั้นเปรียญใหม่ให้เชื่อมโยงกับการศึกษานักธรรม ดังนี้