Tagged: สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส
ในอดีต บริบทการศึกษาพระพุทธศาสนาในสังคมไทยมักจำกัดวงอยู่ภายใต้กรอบของนิกายเถรวาทและภาษาบาลีเป็นหลัก ซึ่งถือเป็นภาษาศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้จารึกพระไตรปิฎกและคัมภีร์ชั้นอรรถกถา พระภิกษุสามเณรในยุคนั้นมุ่งเน้นการสืบทอดพระศาสนาตามจารีตประเพณีดั้งเดิม ทว่าท่ามกลางกระแสการหมุนเวียนของโลกในยุคปฏิรูป สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงปรากฏในฐานะปราชญ์ผู้กล้าที่จะ “ข้ามพรมแดน” ทั้งทางนิกายและภาษา เพื่อยกระดับพุทธธรรมสู่ความเป็นสากล
ในประวัติศาสตร์การศึกษาพระปริยัติธรรมของไทย การสอบไล่เพื่อวัดความรู้ทางพุทธศาสตร์นับเป็นกระบวนการที่ทรงเกียรติและเข้มงวดอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตาม ก่อนรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ระบบการวัดผลยังคงยึดถือธรรมเนียมโบราณที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการแสดงศักยภาพที่แท้จริงของผู้เรียน นั่นคือการสอบแบบ “แปลปากเปล่า”
ในยุคสมัยที่เทคโนโลยีการสื่อสารยังไม่รุดหน้าดังเช่นปัจจุบัน การบริหารปกครององค์กรที่มีโครงสร้างขนาดใหญ่และซับซ้อนอย่าง “คณะสงฆ์ไทย” ซึ่งกระจายตัวอยู่ตามอารามต่างๆ ทั่วราชอาณาจักร นับเป็นอุปสรรคสำคัญในการบริหารราชการ ข้อมูลข่าวสารและกระแสรับสั่งจากส่วนกลางมักเดินทางถึงหัวเมืองไกลด้วยความล่าช้า หรืออาจเกิดความคลาดเคลื่อนระหว่างทาง ส่งผลให้การขับเคลื่อนนโยบายเป็นไปได้ยาก
ในอดีต การตรวจสอบสถานภาพและอัตลักษณ์ของพระภิกษุสงฆ์ที่จาริกมาจากต่างถิ่นถือเป็นอุปสรรคสำคัญในการปกครองคณะสงฆ์ เนื่องด้วยสยามประเทศยังขาดระบบฐานข้อมูลทะเบียนประวัติและเอกสารแสดงตนที่เป็นมาตรฐาน ความคลุมเครือดังกล่าวกลายเป็นช่องว่างที่เปิดโอกาสให้บุคคลผู้ไม่ประสงค์ดี หรือผู้ต้องหาคดีอาญาแอบอ้างสมณเพศเพื่อหลบหนีความผิด ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงและศรัทธาที่มีต่อสถาบันศาสนา
ในประวัติศาสตร์การศึกษาพระธรรมวินัยของสยามประเทศ การเข้าถึงพระพุทธวจนะในอดีตมิใช่เรื่องง่ายสำหรับพุทธบริษัททั่วไป เนื่องจากคัมภีร์ทางศาสนาถูกจำกัดการบันทึกไว้ด้วย “อักษรขอม” ซึ่งได้รับยกย่องว่าเป็นอักษรศักดิ์สิทธิ์ แต่กลับกลายเป็นปราการสำคัญที่ขวางกั้นการเรียนรู้ของพุทธศาสนิกชนชาวไทยมานับศตวรรษ
ในหน้าประวัติศาสตร์วรรณกรรมไทยดั้งเดิม ขนบการจารึกเรื่องราวส่วนใหญ่มักจำกัดอยู่เพียงในรูปแบบของวรรณคดีคลาสสิก เทพปกรณัม หรือพงศาวดารเฉลิมพระเกียรติ ซึ่งมุ่งเน้นการบันทึกพระราชกรณียกิจและพระบารมีภายใต้บริบทของสมมติเทพ จนกระทั่งปรากฏผลงานพุทธศิลป์เชิงวรรณกรรมชิ้นสำคัญที่กล้าฉีกขนบเดิมเพื่อถ่ายทอด “ความจริง” ของชีวิตมนุษย์ปุถุชน ผลงานชิ้นนั้นคือ “พระประวัติตรัสเล่า” โดย สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส
ท่ามกลางความสงบสงัดและบรรยากาศอันศักดิ์สิทธิ์ภายในพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย เนื่องในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา เสียงพัดบุกลำยองและกลิ่นธูปเทียนอบอวลไปทั่วท้องพระโรง แสงเทียนส่องสว่างสะท้อนเครื่องทองที่ประดับประดาอย่างวิจิตร พุทธบริษัทและข้าราชบริพารต่างสงบนิ่งเพื่อรอสดับ “ถ้อยคำแห่งมงคล” ที่สืบทอดกันมานับร้อยปี สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นคือการถวายพระธรรมเทศนา “มงคลวิเสสกถา” มรดกทางปัญญาที่หลอมรวมหลักพุทธธรรมเข้ากับรัฐประศาสโนบายได้อย่างละเมียดละไมที่สุด
ในยุคสมัยที่ไร้ซึ่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตและเทคโนโลยีการสื่อสารอันรวดเร็ว การปกครองดูแลองค์กรขนาดใหญ่อย่าง “คณะสงฆ์ไทย” ที่กระจายตัวอยู่ตามวัดวาอารามทั่วทุกหัวระแหงของสยามประเทศนั้น เปรียบเสมือนการเดินเรือท่ามกลางหมอกหนา ข่าวสารและคำสั่งจากส่วนกลางกว่าจะเดินทางไปถึงหัวเมืองไกลโพ้น อาจล่าช้าหรือผิดเพี้ยนไปตามกาลเวลา
หากย้อนเวลากลับไปในสยามประเทศยุคก่อนกาล การจะพิสูจน์ทราบสถานะของ “พระภิกษุสงฆ์” รูปหนึ่งที่เดินทางจาริกมาจากต่างถิ่นว่าเป็นพระจริงหรือพระปลอม เป็นผู้บริสุทธิ์หรือผู้ต้องหาหนีคดีมาบวชนั้น เป็นเรื่องที่ยากเย็นแสนเข็ญ ยุคนั้นยังไม่มีระบบทะเบียนประวัติออนไลน์ ไม่มีบัตรประชาชน และไม่มีเอกสารยืนยันตัวตนที่ชัดเจน ความคลุมเครือนี้นับเป็นช่องโหว่ขนาดใหญ่ที่สั่นคลอนความมั่นคงของสถาบันสงฆ์
หากย้อนเวลากลับไปในบรรยากาศการศึกษาพระธรรมวินัยของสยามประเทศเมื่อร้อยกว่าปีก่อน ภาพที่คุ้นตาคือเหล่าพระภิกษุสามเณรที่ต้องเพียรพยายามท่องจำอักขระรูปร่างแปลกตาที่จารลงบนใบลาน นั่นคือ “อักษรขอม”