บทธรรมเทศนา ตอนที่ ๒๔ ทำไมโลกนี้ไม่มีอะไรเป็นของคุณ? ถอดรหัส “มูลปริยายสูตร” จิตวิทยาการรับรู้ที่ลึกซึ้งที่สุดของพุทธศาสนา

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ จบ)

เจริญพรสาธุชนผู้มีปัญญา และผู้แสวงหาความหมายของชีวิตทุกท่าน

วันนี้อาตมาไม่ได้มาเพื่อเล่านิทานชาดก หรือมาบอกบุญสร้างโบสถ์วิหาร แต่จะมาชวนพวกเรา “ถอดรหัส” สิ่งที่อยู่ใกล้ตัวที่สุด แต่เรากลับมองข้ามมันบ่อยที่สุด นั่นคือ “ความคิด” และ “ความรู้สึกความเป็นเจ้าของ” ของตัวเราเอง

พวกเราเคยสงสัยไหม? ทำไมเวลาแก้วน้ำใบโปรดแตก เราถึงเจ็บปวด? ทำไมเวลาใครวิจารณ์ไอเดียงานที่เรานำเสนอ เราถึงรู้สึกเหมือนตัวตนของเรากำลังถูกทำลาย? หรือทำไมเวลาเราเลื่อนฟีดโซเชียลมีเดีย เห็นชีวิตดีๆ ของคนอื่น แล้วเรารู้สึกว่าโลกนี้มันขาดแคลน และตัวเราช่างว่างเปล่า?

คำตอบของความเจ็บปวดเหล่านี้ ถูกซ่อนอยู่ในพระสูตรที่ชื่อว่า “มูลปริยายสูตร” (Mūlapariyāya Sutta) พระสูตรนี้ไม่ใช่เรื่องเล่าปาฏิหาริย์ แต่คือการวิเคราะห์โครงสร้างทางจิตวิทยาที่เฉียบคมที่สุดที่พระพุทธองค์ทรงทิ้งไว้ให้โลกใบนี้ พระองค์กำลังจะบอกเราว่า “รากเหง้า” ของปัญหามันไม่ได้อยู่ที่แก้วน้ำ ไม่ได้อยู่ที่คำวิจารณ์ แต่อยู่ที่ “Error” หรือข้อผิดพลาดในระบบการรับรู้ของพวกเราเอง

วันนี้ อาตมาจะพาพวกเราไปสำรวจจิตใจผ่านเลนส์ของบุคคล ๓ ระดับ มาดูกันว่า เรากำลังมองโลกแบบไหน และทางออกจากความทุกข์ที่แท้จริงคืออะไร

๑. กับดักของปุถุชน: นักแปะป้าย “ของกู”

พระพุทธองค์ทรงเริ่มต้นด้วยการฉายภาพของ “ปุถุชน” หรือคนธรรมดาอย่างเราๆ ท่านๆ ที่ยังไม่ได้สดับตรับฟังความจริง ท่านบอกว่า เมื่อปุถุชนมองเห็นสิ่งต่างๆ—ไม่ว่าจะเป็นดิน น้ำ ลม ไฟ สิ่งของ ผู้คน หรือแม้แต่นามธรรมอย่าง “นิพพาน”—ปุถุชนจะมีกระบวนการทำงานของจิตที่น่าสนใจมาก

สมมติว่าโยมเห็น “โทรศัพท์มือถือ” เครื่องใหม่ล่าสุด ๑. ขั้นแรก โยม “หมายรู้” (Perceiving) คือตาเห็นรูป สมองแปลความว่า นี่คือโทรศัพท์ ๒. แต่จิตปุถุชนไม่หยุดแค่นั้น มันจะกระโดดไปสู่ขั้นตอนที่อันตรายที่สุด คือการ “สำคัญมั่นหมาย” (Conceiving หรือ Maññati)

จิตจะเริ่มปรุงแต่งว่า… “นี่คือโทรศัพท์” (สร้างตัวตนให้วัตถุ) “ฉันอยู่ในโลกของโทรศัพท์นี้” (เอาตัวเองเข้าไปพัวพัน) “โทรศัพท์นี้เป็นแบบนั้นแบบนี้” (ปรุงแต่งคุณสมบัติ) และสุดท้าย… “โทรศัพท์นี้ เป็นของเรา”

เมื่อสรุปว่าเป็น “ของเรา” ปุ๊บ สิ่งที่ตามมาคือ “ความเพลิดเพลินยินดี” (Delight) เราจะหวงแหน เราจะภูมิใจ เราจะเอาตัวตนของเราไปฝากไว้กับวัตถุชิ้นนั้น ถ้ามันเป็นรอย เราเจ็บ… ถ้ามันหาย เราทุกข์…

พระพุทธเจ้าตรัสสั้นๆ แต่สะเทือนไปถึงขั้วหัวใจว่า สาเหตุที่เราทำแบบนั้น “เพราะเขาไม่ได้กำหนดรู้” แปลเป็นภาษาคนรุ่นใหม่คือ “เพราะเราไม่รู้ทันกลไกความจริง” เราเผลอไปแปะป้ายสติกเกอร์คำว่า “ของกู” ใส่ทุกอย่างที่ขวางหน้า โดยลืมไปว่า โดยเนื้อแท้แล้ว สรรพสิ่งคือธาตุตามธรรมชาติที่ไหลไปตามเหตุปัจจัย ไม่มีอะไรให้เรายึดครองได้จริงแม้แต่วินาทีเดียว

๒. จุดเปลี่ยนของชีวิต: ผู้เริ่มตื่น (เสขบุคคล)

ทีนี้ ลองขยับมาดูคนที่เริ่มปฏิบัติธรรม เริ่มฝึกฝนจิตใจ หรือที่เรียกว่า “เสขบุคคล” เสขบุคคลมองโลกต่างจากปุถุชนอย่างไร? ตาของเขาก็เห็นโทรศัพท์เครื่องเดิม รับรู้ว่าเป็นโทรศัพท์เหมือนกัน

แต่จุดต่างอยู่ที่… เมื่อเขาเห็นแล้ว เขาจะ “ไม่สำคัญมั่นหมาย” ว่านั่นเป็นของเรา ไม่ใช่ว่าเขาแกล้งทำเป็นไม่รักของนะ แต่ลึกๆ ในใจ “เขารู้ว่าเขาควรกำหนดรู้” เขามีสติฉุกคิดขึ้นมาว่า “เดี๋ยว, นี่มันแค่เครื่องมือสื่อสาร นี่มันแค่วัตถุธาตุ อย่าเอาใจไปผูกจนเป็นทุกข์”

คนกลุ่มนี้คือคนที่กำลังต่อสู้กับความเคยชินเดิมๆ คือคนที่พยายามแกะสติกเกอร์ “ของกู” ออกจากสิ่งต่างๆ แม้จะยังแกะได้ไม่หมด แต่เขารู้ตัวแล้วว่า การแปะป้ายยึดครองคือยาพิษ

๓. อิสรภาพที่แท้จริง: พระอรหันต์และพระตถาคต

แล้วผู้ที่จบการศึกษาทางจิตวิญญาณแล้วล่ะ? พระอรหันต์มองโลกอย่างไร? พระอรหันต์รับรู้ทุกอย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง ยิ่งกว่าเราเสียอีก แต่ท่าน “ไม่สำคัญมั่นหมาย” สิ่งใดว่าเป็นของตนเลย เหตุผลของท่านเรียบง่ายและงดงามมาก… “เพราะเธอกำหนดรู้แล้ว”

ท่านไม่ได้พยายาม “ข่มใจ” ไม่ให้ยึด แต่ท่าน “เห็นแจ้ง” จนความยึดถือมันเกิดขึ้นไม่ได้ เหมือนคนที่ตื่นจากฝันแล้วรู้ว่าเสือที่วิ่งไล่กวดในฝันนั้นไม่มีจริง ท่านจึงไม่มีความกลัว ไม่มีความหวงแหน เพราะท่านสิ้นราคะ โทสะ และโมหะ อย่างสมบูรณ์

แต่จุดพีคที่สุดของพระสูตรนี้ อยู่ที่คำอธิบายของ พระตถาคตเจ้า (พระพุทธองค์) พระองค์ทรงขยายความให้ลึกลงไปอีกว่า ทำไมพระองค์ถึงไม่ยึดติด? ไม่ใช่แค่เพราะรู้ทันธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ เท่านั้น แต่พระองค์ตรัสประโยคที่เป็นกุญแจสำคัญว่า…

“เพราะตถาคตทราบว่า ‘นันทิ’ (ความเพลิดเพลิน) เป็นมูลรากของทุกข์”

คำว่า “นันทิ” นี่แหละคือกุญแจ ความเพลิดเพลิน ความติดใจ ความกระหายที่จะเสพรสชาติของอารมณ์… สิ่งนี้คือเชื้อเพลิงที่ทำให้เราต้องเกิด ต้องแก่ ต้องเจ็บ และต้องตายซ้ำแล้วซ้ำเล่า เมื่อพระองค์ทรงสำรอก “ความเพลิดเพลิน” นี้ออกจนหมดสิ้น ความเป็นตัวกูของกูจึงพังทลายลงอย่างถาวร

บทสรุป

สาธุชนทั้งหลาย… พระสูตรนี้อาจดูเหมือนปรัชญาที่ไกลตัว แต่ความจริงแล้ว มันคือ “เรื่องจริง” ที่เกิดขึ้นในหัวเราทุกนาที

อาตมาอยากชวนพวกเราตั้งคำถามกับตัวเองในวันนี้… เรากำลังใช้ชีวิตแบบ “ปุถุชน” ที่เที่ยวไล่แปะป้าย “ของฉัน” ไปทั่วโลกอยู่หรือเปล่า?

  • ความสำเร็จนี้… ของฉัน
  • ลูกน้องคนนี้… ของฉัน
  • ความคิดเห็นนี้… ของฉัน
  • แม้แต่ความทุกข์นี้… ก็ยังเป็นของฉัน

หยุดสักนิดเถิด…

ในวินาทีต่อไปที่โยมรู้สึก “โกรธ” เพราะมีคนขับรถปาดหน้า หรือรู้สึก “น้อยใจ” ที่แฟนลืมวันสำคัญ หรือรู้สึก “เครียด” กับงานที่ไม่ได้ดั่งใจ

ขอให้โยมลองสวมวิญญาณของ “เสขบุคคล” หายใจเข้าลึกๆ แล้วบอกตัวเองว่า… “นี่คือกับดัก” ความรู้สึกโกรธนั้น… มันก็แค่สภาวะอารมณ์หนึ่งที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ “ตัวเรา” ที่โกรธ ความน้อยใจนั้น… มันก็แค่ความคาดหวังที่กระทบกับความจริง ไม่ใช่ “ของของเรา”

อย่าเพิ่งเชื่อความคิดแรกที่ผุดขึ้นมา อย่ารีบกระโจนลงไปเป็นเจ้าของความรู้สึกนั้น ให้ถอยออกมาเป็น “ผู้ดู” ดูมันเกิดขึ้น… ดูมันตั้งอยู่… แล้วดูมันค่อยๆ จางหายไป

จงฝึกที่จะ “กำหนดรู้” มองให้เห็นว่า ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่เรายึดครองได้จริง แม้แต่ร่างกายที่นั่งฟังเทศน์อยู่นี้ สักวันก็ต้องคืนสู่ธรรมชาติ แล้วจะไปแบกโลกทั้งใบไว้ทำไม?

การ “รู้ทัน” คือการ “วางลง” เมื่อวางลง โยมจะไม่ได้สูญเสียอะไรเลย แต่โยมจะได้สิ่งที่มีค่าที่สุดกลับคืนมา… นั่นคือ “อิสรภาพของจิตใจ”

ขอให้ทุกท่านจงเป็นผู้ฉลาดในธรรมของพระอริยะ เลิกแบก เลิกยึด แล้วชีวิตจะเบา จงใช้ปัญญาเป็นเข็มทิศ นำพาจิตให้พ้นจากความเพลิดเพลินที่หลอกลวง สู่ความสงบเย็นที่แท้จริง…

เจริญพร.

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *