สายธารแห่งศรัทธา: เบื้องหลังความสำเร็จของการสอบธรรมสนามหลวง พ.ศ. 2508 ผ่านพลังอุปถัมภ์ของพุทธบริษัท
ท่ามกลางบรรยากาศเดือนธันวาคม พุทธศักราช 2508 เมื่อลมหนาวเริ่มพัดผ่านยอดเจดีย์และศาลาการเปรียญทั่วราชอาณาจักร ภารกิจอันยิ่งใหญ่ของคณะสงฆ์ไทยคือการจัดสอบวัดความรู้ดุลยพินิจของเหล่านักเรียนนักธรรมและธรรมศึกษากว่า 140,484 ชีวิต ทว่าภายใต้ความเงียบสงัดของห้องสอบและเสียงปากกาที่ลากลงบนกระดาษฟุลสแก๊ปนั้น มีฟันเฟืองสำคัญที่ขับเคลื่อนให้ “รากแก้วของพระพุทธศาสนา” เติบโตอย่างมั่นคง นั่นคือพลังอุปถัมภ์ที่มองไม่เห็นแต่สัมผัสได้ จากพุทธศาสนิกชนที่หลอมรวมใจเป็นหนึ่งเดียวเพื่อส่งเสริมการศึกษาของคณะสงฆ์
โรงครัวแห่งศรัทธาและการค้ำจุนปัญญา
ลองนึกภาพบรรยากาศตามวัดที่เป็นสนามสอบทั่วประเทศ ในช่วงเวลาที่มีพระภิกษุสามเณรและนักเรียนนับร้อยนับพันรูปมารวมตัวกัน ภาระอันหนักอึ้งไม่ได้ตกอยู่ที่คณะสงฆ์เพียงฝ่ายเดียว แต่เหล่าคหบดี พ่อค้า และประชาชนต่างอาสาเข้ามาเป็น “กองหนุน” ภาพที่คุ้นตาในสมัยนั้นคือการจัดตั้งโรงครัวชั่วคราว การนำภัตตาหารและน้ำปานะมาถวายอย่างไม่ขาดสาย เพื่อให้ผู้เข้าสอบและกรรมการได้มีพละกำลังในการทำหน้าที่อย่างเต็มที่
การสนับสนุนนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องของอาหารประทังหิว แต่ในทัศนะของสนามหลวงถือเป็น “ปัจจัยหนุนเสริม” ที่จำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในคราวสอบและคราวตรวจธรรมที่ต้องใช้เวลายาวนานต่อเนื่องหลายวัน พลังศรัทธาเหล่านี้ถูกบันทึกไว้ว่าเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ “งานพระศาสนาในส่วนนี้สำเร็จเรียบร้อยเป็นที่พอประสงค์ของคณะสงฆ์” อย่างน่าอนุโมทนา
จตุปัจจัยและอุปกรณ์: โลจิสติกส์บนความสัตย์ซื่อ
ความงดงามของการอุปถัมภ์ในปี 2508 ไม่ได้จำกัดเพียงแค่อาหาร แต่ยังครอบคลุมไปถึงการบริจาค “จตุปัจจัยและอุปกรณ์การสอบ” ในยุคที่งบประมาณแผ่นดินอาจกระจายไปไม่ถึงทุกซอกมุมของประเทศ พุทธศาสนิกชนได้เข้ามาเติมเต็มช่องว่างนี้ ไม่ว่าจะเป็นการบริจาคเครื่องเขียน กระดาษ หรือแม้แต่การช่วยอำนวยความสะดวกเรื่องสถานที่พักแรมสำหรับกรรมการที่เดินทางมาจากต่างถิ่น
แม้แต่ในหน่วยงานของรัฐอย่าง การรถไฟแห่งประเทศไทย ก็ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของสายธารอุปถัมภ์นี้ โดยการยกเว้นค่าโดยสารรถไฟให้แก่พระเจ้าหน้าที่และกรรมการตรวจข้อสอบกว่า 300 รูปต่อปี เพื่อเดินทางไปปฏิบัติศาสนกิจในจังหวัดต่าง ๆ สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า การศึกษาของคณะสงฆ์คือ “ภารธุระ” ที่คนทุกระดับชั้น ตั้งแต่ระดับนโยบายไปจนถึงชาวบ้านร้านตลาด ต่างเต็มใจแบกรับด้วยความเลื่อมใสในพระธรรม
“เกียรติคุณ” ที่หลอมรวมระหว่างอาณาจักรและศาสนจักร
ในพุทธศักราช 2508 แม่กองธรรมสนามหลวงได้กล่าวยกย่องความร่วมมือที่แน่นแฟ้นนี้ว่าเกิดจาก “เดชะร่มพระบารมี” และ “การได้รับเป็นภารธุระช่วยเหลือเกื้อกูลของรัฐบาล” ความสัมพันธ์นี้ไม่ได้เป็นเพียงการทำตามหน้าที่ตามกฎหมาย แต่เป็นจิตวิญญาณของพุทธบริษัทที่เชื่อว่าการให้การศึกษาธรรมคือการสร้าง “คนดี” ให้แก่สังคม
ภาพของข้าราชการส่วนจังหวัดและส่วนอำเภอที่ไปร่วมอำนวยความสะดวกในสถานที่สอบ และการที่ชาวบ้านร่วมกันบริจาคเงินทองเพื่อใช้ในกิจการสนามหลวงนั้น คือเครื่องยืนยันว่าปัญญาทางธรรมคือสิ่ง “จำเป็นกว่าอาชีพ” เพราะเป็นรากฐานของศีลธรรมที่จะนำพาสันติภาพมาสู่ชาติ การอุปถัมภ์ในปี 2508 จึงเป็นมากกว่าการทำบุญ แต่เป็นการวางรากฐานทางสังคมที่มั่นคงผ่านวิถีพุทธ
บทสรุป: พลังอุปถัมภ์ในฐานะลมใต้ปีก
การวิเคราะห์ประวัติศาสตร์การสอบธรรมปี พ.ศ. 2508 แสดงให้เห็นชัดเจนว่า ความเจริญของการศึกษาสงฆ์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับโครงสร้างการปกครองเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับ “สวัสดิการและการอุปถัมภ์” ที่มาจากความสมัครสมานสามัคคีของพุทธบริษัท การบริจาคจตุปัจจัยและภัตตาหารคือ “ลมใต้ปีก” ที่ทำให้กิจการสอบสนามหลวงสามารถขยายตัวจนมีผู้สอบได้หลักแสนคนในทศวรรษต่อ ๆ มา
ดังนั้น พลังอุปถัมภ์ที่ปรากฏในเอกสารสนามหลวง พ.ศ. 2508 จึงมิใช่เพียงตัวเลขการบริจาค แต่เป็นหลักฐานทางวัฒนธรรมที่แสดงให้เห็นว่า การศึกษาพระพุทธศาสนาจะรุ่งเรืองและยั่งยืนได้นั้น ต้องอาศัยการ “ร่วมใจกันรับบริหารงานพระศาสนาเต็มกำลัง” ของทั้งฝ่ายสงฆ์และฝ่ายคฤหัสถ์สืบต่อไป
เรียบเรียงข้อมูลจากหนังสือ: เรื่องสอบธรรม พ.ศ. 2508

