แสงธรรมข้ามพรมแดน: ภาพจำการสอบธรรมสนามหลวงในรัฐกลันตันและเคดาห์ พ.ศ. 2508
ท่ามกลางบรรยากาศทางการเมืองที่แปรเปลี่ยนในคาบสมุทรมลายูช่วงกึ่งศตวรรษก่อน เมื่อสหพันธรัฐมลายูได้เปลี่ยนผ่านสู่การเป็น “สหพันธรัฐมาเลเซีย” ความเป็นปึกแผ่นของวิถีพุทธไทยในดินแดนโพ้นทะเลยังคงส่องประกายอย่างไม่เสื่อมคลาย ภาพของศาลาวัดไม้เก่าแก่ในรัฐกลันตันและรัฐเคดาห์ไม่ได้เป็นเพียงที่พำนักของสงฆ์ แต่ในพุทธศักราช 2508 สถานที่เหล่านี้ได้กลายเป็นเข็มทิศทางปัญญา เมื่อสนามหลวงแผนกธรรมได้แผ่กิ่งก้านแห่งพระปริยัติธรรมข้ามพรมแดน เพื่อจัดสอบวัดภูมิธรรมให้แก่พุทธบริษัทที่พำนักอยู่นอกราชอาณาจักร
ฉากทัศน์แห่งศรัทธา: เมื่อสนามหลวงไม่ได้จำกัดเพียงในไทย
หากย้อนเวลากลับไปมองผ่านหน้าประวัติศาสตร์ เราจะพบว่าภารกิจการสอบธรรมในต่างแดนนี้มีรากฐานที่หยั่งลึกมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2500 ซึ่งเป็นปีที่กึ่งพุทธกาล สนามหลวงแผนกธรรมได้ประกาศเปิดสนามสอบในต่างประเทศ 2 แห่งอย่างเป็นทางการ คือ รัฐเคดาห์ (Kedah) และ รัฐกลันตัน (Kelantan), ต่อเนื่องมาถึงปี พ.ศ. 2506 ที่แม้จะมีการปรับเปลี่ยนทางการเมืองเป็นสหพันธรัฐมาเลเซีย แต่ความมุ่งมั่นในการสืบอายุพระพุทธศาสนาก็ยังคงดำเนินต่อไปโดยกำหนดให้มีการจัดสอบธรรมสนามหลวงในภายหลังการสอบภายในราชอาณาจักร
ในพุทธศักราช 2508 เสียงปากกาที่จรดลงบนกระดาษคำตอบในวัดไทย ณ รัฐกลันตันและเคดาห์ กลายเป็นท่วงทำนองแห่งความเพียรที่สอดประสานไปกับเหล่านักเรียนนักธรรมกว่าแสนรูปในประเทศไทย การสอบธรรมในมาเลเซียไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ แต่เป็นระบบที่ใช้มาตรฐานเดียวกันกับส่วนกลางอย่างเคร่งครัด
วิเคราะห์สถิติปัญญา: 139 ชีวิตบนเส้นทางพระปริยัติ
สถิติจากเอกสารสนามหลวง พ.ศ. 2508 เผยตัวเลขที่น่าสนใจยิ่ง ในขณะที่ประเทศไทยมีผู้สมัครสอบรวมทุกชั้น 140,484 รูป/คน ในดินแดนมาเลเซีย (กลันตันและเคดาห์) มีผู้เข้าสอบรวมทั้งสิ้น 139 รูป/คน แม้ตัวเลขหลักร้อยอาจดูน้อยเมื่อเทียบกับหลักแสนในไทย แต่ในบริบทของพุทธศาสนาในต่างแดน จำนวนนี้สะท้อนถึง “กลุ่มก้อนแห่งศรัทธา” ที่เข้มแข็งและมีความพร้อมในการเข้ารับการวัดผลทางความรู้ทางธรรมอย่างเป็นระบบ
รูปแบบการจัดสอบข้ามพรมแดนนี้ สนามหลวงแผนกธรรมยังคงยึดถือมาตรฐานสูงสุด ปัญหาที่ใช้ออกสอบในมาเลเซียถูกคัดเลือกและตรวจทานจากพระมหาเถระ กรรมการมหาเถรสมาคมถึง 4 รูป ก่อนจะส่งออกไปยังสนามสอบ โดยกรรมการผู้ตรวจจะใช้ “คำเฉลย” เดียวกับที่ใช้ในประเทศไทย ซึ่งเน้นการตอบที่ตรงตามความจำในส่วนที่เป็นแบบแผน และเน้น “ใจความสำคัญ” ในส่วนที่เป็นความเข้าใจและความคิด เพื่อให้มั่นใจว่า “ภูมิธรรม” ของพุทธบริษัทในมาเลเซียมีมาตรฐานเทียบเท่ากับนักเรียนในกรุงเทพมหานคร
กลไกการวัดผล: มาตรฐานกลางท่ามกลางความต่าง
ฉากการตรวจใบตอบข้อสอบจากมาเลเซียในปีนั้น มีความน่าสนใจตรงที่ความใจกว้างและการมุ่งเน้นที่ “สาระ” มากกว่า “รูปแบบ” กรรมการผู้ตรวจถูกกำชับให้วางตนเป็นกลาง (มัชฌัตตุเบกขา) ถูกว่าไปตามถูก ผิดว่าไปตามผิด โดยเฉพาะวิชาเรียงความแก้กระทู้ธรรมที่ไม่มีคำเฉลยสำเร็จรูป แต่เปิดโอกาสให้ผู้สอบในต่างแดนได้แสดงฝีมือผ่านสำนวนโวหารและการเชื่อมโยงข้อธรรมภายใต้การวินิจฉัยของกรรมการอย่างยุติธรรม
นอกจากนี้ การสอบในต่างแดนยังต้องเผชิญกับความท้าทายเรื่องการรักษาความลับและการส่งใบตอบ แต่สนามหลวงก็ได้วางระเบียบให้มีการสอดส่องและตรวจตราอย่างกวดขัน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิด “เสี้ยนหนามแก่พระศาสนา” จากการทุจริต
มรดกแห่งภูมิธรรม: จาก 2508 สู่ปัจจุบัน
ความต่อเนื่องของการสอบธรรมในมาเลเซียจากปี 2508 ได้ส่งผลสะท้อนยาวนานมาถึงทศวรรษต่อ ๆ มา เราจะเห็นสถิติผู้สอบได้จากมาเลเซียปรากฏชัดเจนในเอกสารปี พ.ศ. 2538 และ 2539 ซึ่งมีทั้งนักธรรมและธรรมศึกษาชั้นตรี โท และเอก สิ่งนี้ยืนยันว่าการวางรากฐานไว้ในปี 2508 คือการปลูก “ต้นโพธิ์แห่งปัญญา” ที่มั่นคงในต่างแดน
บทสรุปของการศึกษาครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า การสอบธรรมสนามหลวงนอกราชอาณาจักรในปี 2508 คือเครื่องมือสำคัญในการรักษาอัตลักษณ์ทางความเชื่อและความรู้ของชุมชนไทยในมาเลเซีย เป็นการเชื่อมโยงสายสัมพันธ์ระหว่าง “บ้านเกิด” และ “แดนพำนัก” ด้วยสายใยแห่งพระธรรมที่ไม่เคยจางหายไปตามเส้นแบ่งเขตแดน

