คลื่นมหาชนแห่งศรัทธา: บันทึกประวัติศาสตร์ศาสนทายาทสองแสนรูปในสนามสอบ พ.ศ. 2513
ท่ามกลางลมหนาวที่พัดโบกโบราณสถานและหลังคาวัดทั่วราชอาณาจักรในช่วงกลางเดือนธันวาคม พุทธศักราช 2513. บรรยากาศของประเทศไทยในยามนั้นมิได้อบอวลเพียงแค่กลิ่นอายของฤดูกาลที่เปลี่ยนผัน แต่ยังคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นน้ำหมึกและความตั้งใจอันแรงกล้าของพุทธบริษัททั่วแผ่นดิน. บนศาลาการเปรียญและอาคารเรียนนับหมื่นแห่ง แสงแดดอ่อน ๆ ส่องกระทบจีวรสีเหลืองทองและชุดขาวของเหล่าสาธุชนที่กำลังก้มหน้าจารึกปัญญาลงบนหน้ากระดาษ. นี่คือฉากทัศน์ของ “มหกรรมปัญญาทางธรรม” ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย เมื่อกองทัพธรรมเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดดจนถึงจำนวน 200,000 รูป/คน เป็นครั้งแรก
พลังแห่งตัวเลข—เมื่อกองทัพธรรมเคลื่อนพล
หากจะกล่าวถึงปี พ.ศ. 2513 ในฐานะปีทองของการศึกษาสงฆ์ เราต้องมองไปที่ตัวเลขสถิติอันน่าอัศจรรย์. ในช่วงระหว่างวันที่ 15 ถึง 18 ธันวาคม พ.ศ. 2513 เสียงพลิกกระดาษสอบดังขึ้นพร้อมกันทั่วประเทศ. ยอดรวมของผู้สมัครสอบพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ถึง 200,563 รูป/คน โดยแบ่งเป็นเหล่านักเรียนในผ้าเหลืองหรือนักธรรมจำนวน 173,454 รูป และคฤหัสถ์ผู้ใฝ่ธรรมหรือธรรมศึกษาอีกจำนวน 27,109 คน
ความน่าตื่นตาตื่นใจไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขรวมเพียงอย่างเดียว แต่หากวิเคราะห์เจาะลึกจะพบว่า ภายในเวลาเพียงหนึ่งปี (เทียบกับ พ.ศ. 2512) มีนักธรรมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วถึง 9,170 รูป และธรรมศึกษาเพิ่มขึ้นอีกถึง 3,813 คน การขยายตัวนี้เปรียบเสมือนกระแสธารที่ไหลบ่าเข้าสู่อารามเพื่อหล่อเลี้ยงรากแก้วของพระพุทธศาสนาให้มั่นคงยิ่งขึ้นกว่ายุคสมัยใด ๆ
พระสังฆาธิการ—ขุนพลผู้ปลุกเร้าฉันทะ
เบื้องหลังการเติบโตอย่างมหาศาลนี้หาใช่ความบังเอิญไม่ แต่เป็นผลมาจาก “พลังแห่งการบริหารจัดการ” ของเหล่าเจ้าคณะและพระสังฆาธิการทุกระดับชั้น ท่านเหล่านี้เปรียบเสมือนนายกองผู้มีวิสัยทัศน์ที่มิได้เพียงแต่ปกครอง แต่ยังเป็น “ผู้ชักชวน” และ “ผู้อำนวยการ” ให้เกิดการศึกษาเล่าเรียนอย่างจริงจัง
พระสังฆาธิการและครูอาจารย์ในสมัยนั้นได้ร่วมแรงร่วมใจกันจัดการศึกษาและปลูกฝัง “ฉันทะอุตสาหะ” (ความรักและพยายาม) ให้แก่นักเรียนธรรม ภาพของพระอุปัชฌาย์อาจารย์ที่พร่ำสอนหนังสือนวโกวาท หรือการที่เจ้าอาวาสลงมาตรวจตราห้องเรียนด้วยตนเอง คือฟันเฟืองสำคัญที่ทำให้กุลบุตรพุทธบริษัทอยากพิสูจน์ตนเองในสนามสอบ เพื่อขึ้นชื่อว่าเป็น “ศาสนทายาท” ผู้รับมรดกจากพระตถาคตอย่างสมบูรณ์.
อาณาจักรและพุทธจักร—ประสานมือเพื่อปัญญา
อีกฉากหนึ่งที่แสดงถึงความเข้มแข็งของระบบการศึกษาไทยใน พ.ศ. 2513 คือการประสานงานอย่างไร้รอยต่อระหว่างฝ่ายสงฆ์และฝ่ายราชอาณาจักร. ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดในยุคนั้นมิได้เพียงแต่นั่งบริหารในศาลากลาง แต่ยังเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการ “ประสานงานกับเจ้าคณะจังหวัด” เพื่อส่งต่อข้อสอบจากส่วนกลางไปสู่พื้นที่ห่างไกล
ข้าราชการทุกระดับและประชาชนต่างพร้อมใจกันอุปถัมภ์การสอบอย่างเต็มกำลัง บางแห่งมีการชักชวนให้ชาวบ้านมาร่วมกันถวายภัตตาหารและอุปกรณ์การสอบ. การที่คฤหบดี พ่อค้า และพุทธศาสนิกชนมารวมตัวกันที่สนามสอบเพื่ออำนวยความสะดวกให้พระเณรนี้ สะท้อนให้เห็นว่าการสอบธรรมไม่ใช่เพียงเรื่องของพระ แต่เป็น “วาระแห่งชาติ” ที่ทุกคนมีส่วนร่วมภายใต้บารมีขององค์เอกอัครศาสนูปถัมภ์.
สู่ศาลาวัดสามพระยา—การคัดกรองทองเนื้อแท้
เมื่อการสอบเสร็จสิ้นลงในวันที่ 18 ธันวาคม ภารกิจต่อมาคือการ “คัดกรองปัญญา” ในวันที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2514 ณ ศาลาอบรมสงฆ์ วัดสามพระยา พระนคร คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิได้มารวมตัวกันตรวจใบตอบนับแสนฉบับ
แม่กองธรรมสนามหลวงได้วางเกณฑ์การตรวจอย่างเข้มงวด มุ่งเน้นไปที่การวัด “ความจำ ความเข้าใจ และความคิด” เพื่อหาผู้ที่มีคุณสมบัติควรแก่การดำรงพระศาสนา. การที่ระบบการสอบยังคงความขลังและยุติธรรมไว้อย่างเหนียวแน่น คือเหตุผลว่าทำไมพุทธปัญญาจึงยังคงมีพลังและมีผู้สมัครเพิ่มขึ้นในทุกปี.
บทสรุป: มรดกแห่งการเติบโต
ความสำเร็จในการมีศาสนทายาทกว่า 200,000 ชีวิตในปี พ.ศ. 2513 เป็นบทพิสูจน์ถึงความเข้มแข็งของสถาบันสงฆ์และการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน. การเติบโตนี้เปรียบเสมือน “การปลูกป่าทางธรรม” ที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งมีพระสังฆาธิการเป็นผู้เพาะกล้า มีข้าราชการและประชาชนเป็นผู้รดน้ำพรวนดิน และมีสนามหลวงแผนกธรรมเป็นผู้คัดเลือกต้นไม้ที่แข็งแรงที่สุดเพื่อสืบทอดอายุพระพุทธศาสนาสืบไป.
เรียบเรียงข้อมูลจากหนังสือ: เรื่องสอบธรรม พ.ศ.2513

