ฐานปฏิบัติการแห่งปัญญา: บทบาท ‘วัดสามพระยา-วัดราชผาติการาม’ กับยุทธศาสตร์บริหารสอบธรรมสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๑๘
บทนำ: ภูมิทัศน์การศึกษาคณะสงฆ์ ณ รอยต่อแห่งกาลเวลา
ท่ามกลางบรรยากาศเหมันตฤดูของเดือนมกราคม พุทธศักราช ๒๕๑๙ แสงตะวันยามเช้าที่ทอดลงสู่สถาปัตยกรรมริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา มิได้ฉายชัดเพียงความงดงามของศาสนสถาน แต่ยังส่องให้เห็นภารกิจสำคัญระดับชาติที่กำลังดำเนินไปอย่างขะมักเขม้น ภายในอาณาบริเวณของ วัดราชผาติการาม และ วัดสามพระยา คลาคล่ำไปด้วยกิจกรรมที่เปรียบเสมือนลมหายใจของระบบการศึกษาคณะสงฆ์ไทย นี่คือช่วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์ที่ “ใบตอบ” นับแสนฉบับจากทั่วราชอาณาจักร ถูกส่งมารวมศูนย์เพื่อรับการเจียระไนผ่านกระบวนการตรวจสอบที่เที่ยงธรรม สะท้อนถึงประสิทธิภาพการบริหารจัดการองค์กรสงฆ์ในปี ๒๕๑๘ ที่เข้มแข็งและเป็นระบบที่สุดยุคหนึ่ง
วัดราชผาติการาม: กองบัญชาการและศูนย์กลางประสานงานส่วนหน้า
หากเปรียบการสอบธรรมสนามหลวงเป็นยุทธการขับเคลื่อนทางปัญญา วัดราชผาติการาม ในเขตดุสิต ย่อมดำรงสถานะเป็น “กองบัญชาการยุทธศาสตร์” ที่สำคัญ ยุคสมัยนั้น วัดแห่งนี้มิใช่เพียงที่พำนักของแม่กองธรรมสนามหลวง แต่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ (Logistics Hub) และ “สมองกล” ของการบริหารจัดการ
ภารกิจเริ่มขึ้นก่อนวันสอบจริง ด้วยการจัดเตรียมและกระจายชุดข้อสอบที่ผ่านการปิดผนึกรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุด ส่งต่อไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดและเจ้าคณะจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อให้มั่นใจว่าทุกสนามสอบ ไม่ว่าจะอยู่ในเขตเมืองหรือพื้นที่ห่างไกล จะได้รับมาตรฐานการทดสอบที่เป็นเอกภาพเดียวกัน นอกจากนี้ ยังเป็นแหล่งผลิตคู่มือ “เรื่องสอบธรรมสนามหลวง” เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการคุมสอบทั่วราชอาณาจักร
โลจิสติกส์แห่งศรัทธา: เส้นทางสายปัญญาจากภูธรสู่นครบาล
เมื่อฤดูกาลสอบสิ้นสุดลงในเดือนพฤศจิกายน ปฏิบัติการลำเลียงกระดาษคำตอบกลับสู่ส่วนกลางจึงเริ่มขึ้น สถิติผู้เข้าสอบในปี ๒๕๑๘ ที่สูงถึง ๒๐๕,๘๗๗ รูป/คน ส่งผลให้เกิดระบบการขนส่งทางวิชาการครั้งมโหฬาร ผ่านระบบขนส่งสาธารณะทั้งรถไฟและรถยนต์ เพื่อนำส่งหีบห่อใบตอบของนักธรรมและธรรมศึกษาชั้นโท-เอก มุ่งหน้าสู่กรุงเทพมหานคร
นัยสำคัญของการดึงใบตอบกลับมาตรวจที่ส่วนกลาง (Centralized Grading) มิใช่เพียงเรื่องการจัดการ แต่คือการรักษา “มาตรฐานทองคำ” (Gold Standard) เพื่อประกันความเสมอภาคว่า ศาสนทายาททุกรูปและทุกคนจะได้รับการวัดผลด้วยบรรทัดฐานเดียวกัน โดยปราศจากอคติหรือความเหลื่อมล้ำทางภูมิศาสตร์
วัดสามพระยา: ธรรมาภิบาลแห่งการวัดผล
เมื่อเข้าสู่ศักราชใหม่ ในวันที่ ๓ มกราคม พ.ศ. ๒๕๑๙ ศาลาอบรมสงฆ์ วัดสามพระยา ได้ถูกเปลี่ยนสภาพให้เป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ทางวิชาการ พระเถรานุเถระและเปรียญธรรมผู้ทรงคุณวุฒิจากทั่วประเทศนับร้อยรูป ได้มารวมตัวกันเพื่อปฏิบัติหน้าที่ “กรรมการตรวจประโยคธรรมสนามหลวง”
ระบบการตรวจที่ถูกนำมาใช้คือระบบ “๒ กรรมการ” (Double-Check System) ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมความโปร่งใสในยุคนั้น โดยใบตอบแต่ละฉบับจะผ่านการพิจารณาให้คะแนนจากกรรมการรูปแรก และส่งต่อให้กรรมการรูปที่สองตรวจสอบทานซ้ำ บรรยากาศที่เงียบสงบภายในวัดสามพระยา จึงเต็มไปด้วยความตั้งมั่นและเมตตาธรรม เพื่อคัดกรองบุคลากรที่มีคุณภาพอย่างแท้จริง ตามปรัชญา “รู้ดีเป็นผู้เจริญ”
บทสรุป
ประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งของวัดราชผาติการามและวัดสามพระยาในปี ๒๕๑๘ คือประจักษ์พยานแห่งความสำเร็จในการบริหารจัดการองค์กรขนาดใหญ่ของคณะสงฆ์ไทย การผนวกศรัทธาเข้ากับระบบระเบียบที่เคร่งครัด ได้วางรากฐาน “ธรรมาภิบาลทางการศึกษา” ที่ส่งผลให้ระบบการสอบธรรมสนามหลวงมีความศักดิ์สิทธิ์ น่าเชื่อถือ และเป็นเสาหลักที่ค้ำจุนความมั่นคงของพระพุทธศาสนาสืบมาจนถึงปัจจุบัน

