รากแก้วแห่งเกียรติคุณ: ถอดรหัสปรัชญา “ความรู้คู่ความประพฤติ” ของพระธรรมปาโมกข์ พ.ศ. 2508
ในท่ามกลางลมหนาวที่พัดผ่านศาลาการเปรียญไม้ในเดือนธันวาคม พุทธศักราช 2508 กลิ่นธูปควันเทียนจาง ๆ อบอวลอยู่เหนืออาสนะที่นั่งของเหล่าสมณะและกุลบุตรผู้เตรียมตัวเข้าสอบธรรมสนามหลวง ทว่าเหนือกว่าเสียงพลิกกระดาษข้อสอบ คือท่วงทำนองแห่งปัญญาที่ดังก้องจากคำปราศรัยของ พระธรรมปาโมกข์ แม่กองธรรมสนามหลวง ในขณะนั้น ท่านได้วางรากฐานทางความคิดที่ลุ่มลึกเกี่ยวกับคุณค่าของมนุษย์ผ่านคำสองคำที่ฟังดูคล้ายกัน แต่มีน้ำหนักทางจิตวิญญาณต่างกันอย่างสิ้นเชิง นั่นคือ “เกียรติคุณ” และ “เกียรติยศ”
สนามสอบที่ไม่ใช่เพียงสนามรบ
ลองนึกภาพตามถ้อยคำของท่านในวันเปิดสอบที่ 10 ธันวาคม 2508 ท่านเปรียบเทียบการเข้าสอบไล่ว่าเป็นเสมือน “พิธีหมายความแพ้ความชนะ” คล้ายกับการสู้รบ แต่สิ่งที่พระธรรมปาโมกข์เน้นย้ำกลับไม่ใช่เพียงตัวเลขคะแนนหรือการสอบผ่านแบบเอาเป็นเอาตาย ท่านชี้ให้เห็นว่าเครื่องหมายที่แท้จริงของการเข้าสอบคือ “ความเจริญหรือความเสื่อม” ตามระดับความรู้ที่แท้จริง ดังพุทธนิพนธ์ที่ท่านยกมาอ้างว่า “สุวิชาโน ภวํ โหติ ผู้รู้ดีเป็นผู้เจริญ ทุวิชาโน ปราภโว ผู้รู้ไม่ดีเป็นผู้ฉิบหาย”
ในสายตาของคนสมัยปัจจุบันที่มุ่งเน้นการแข่งขัน คำกล่าวนี้เตือนใจเราว่า ผลลัพธ์ในกระดาษอาจบอกเพียงผลแพ้ชนะชั่วคราว แต่ “ความเจริญ” ที่ยั่งยืนนั้นฝังรากอยู่ในกระบวนการแสวงหาความรู้ด้วยความตั้งใจจริง
เกียรติคุณ—รากฐานที่มองไม่เห็น แต่เป็นนิรันดร์
ฉากทัศน์ที่สำคัญที่สุดในปรัชญาของพระธรรมปาโมกข์ คือการจำแนกที่มาของความภาคภูมิใจ ท่านสอนว่าบุคคลจะมี “เกียรติยศ” ได้นั้น จำต้องมี “เกียรติคุณ” เป็นเบื้องต้นเสียก่อน
• เกียรติคุณ: คือการหลอมรวมระหว่าง “ความรู้” และ “ความประพฤติดี” เป็นสมบัติในใจที่ใครก็ปล้นไปไม่ได้ แม้ในวันที่ดวงตาเห็นเพียงเลขศูนย์บนกระดานประกาศผล หากผู้สอบได้เตรียมตัวมาอย่างดี มีสติรอบคอบ และประพฤติสมควรแก่ภูมิของตน เขาย่อมได้รับ “อัสสาทะ” หรือความยินดีในใจว่าได้ทำเต็มความสามารถแล้ว และเป็นความดีที่ “ตนมิอาจติเตียนตนเองได้”
• เกียรติยศ: คือสิ่งที่สังคมหยิบยื่นให้เมื่อเราสอบไล่ได้ชั้นนั้น ๆ เป็นประหนึ่งดอกผลที่ผลิบานออกมาจากต้นไม้ที่ชื่อว่าเกียรติคุณ
ปรัชญานี้สอนคนสมัยใหม่ว่า อย่าได้วิ่งไล่ล่าแต่เพียงประกาศนียบัตรหรือตำแหน่งหน้าที่ (เกียรติยศ) จนลืมพรวนดินบ่มเพาะคุณภาพชีวิตและความสัตย์ซื่อ (เกียรติคุณ) เพราะการได้มาซึ่งตำแหน่งโดยปราศจากความสามารถจริง ย่อมนำมาซึ่งความว่างเปล่าในภายหลัง
“สนิมมลทิน” จากความสะเพร่าและทุจริต
พระธรรมปาโมกข์ได้ใช้ถ้อยคำที่เห็นภาพชัดเจนเพื่อเตือนสติผู้เข้าสอบถึงภัยของการทำสิ่งที่ผิด ท่านเปรียบเทียบการทำข้อสอบแบบสะเพร่าหรือทำผิดระเบียบว่าจะเป็น “สนิมมลทินอันจะกำจัดได้ยากยิ่งนัก” ซึ่งจะติดตัวผู้กระทำไปในเบื้องหน้า
ในยุคที่ทุกอย่างรวดเร็วและมีการลัดขั้นตอน ท่านกลับมองว่าความบริสุทธิ์ในการสอบคือการฝึกฝนความละเอียดอ่อน ตั้งแต่คราวจะตอบ จะแต่ง ไปจนถึงการรับส่งข้อสอบ การรักษากิริยาไม่ให้เอิกเกริกเฮฮา ไม่หลุกหลิก หรือไม่หยาบจนเกินไป คือการขัดเกลาใจไม่ให้เกิดสนิมแห่งความประมาทกัดกินชีวิต
จิตวิทยาหน้ากระดาษคำถาม—”จงคว่ำแผ่นปัญหานั้นเสียก่อน”
หนึ่งในฉากที่แสดงถึงความเมตตาและเข้าใจในธรรมชาติของมนุษย์ที่สุด คือคำแนะนำเมื่อพบข้อสอบยาก ท่านบอกว่าเมื่อเห็นปัญหาที่รู้สึกว่าตอบไม่ได้ อย่าเพิ่งตกใจจนเสียสติอารมณ์ ให้ “คว่ำแผ่นปัญหานั้นเสียก่อน”–
จากนั้นให้ทำใจเฉย ๆ สบาย ๆ เป็นปกติ แล้วใช้สติระลึกถึงแบบแผนตำราที่เคยเรียน หรือระลึกถึงพระคุณของครูอาจารย์เพื่อให้ได้สติกลับคืนมา เมื่อจิตสงบ ปัญญาย่อมเกิด และขบคิดปัญหาที่อยู่เบื้องหน้าได้ในที่สุด ฉากเล็ก ๆ นี้สะท้อนว่า การศึกษานักธรรมไม่ใช่เรื่องของการท่องจำอย่างเดียว แต่คือการฝึกรับมือกับอุปสรรคในชีวิตด้วยใจที่นิ่งและมั่นคง
บทสรุป: คุณค่าที่อยู่เหนือพรมแดนกาลเวลา
มุมมองของพระธรรมปาโมกข์ในปี 2508 ยังคงร่วมสมัยอยู่เสมอ ท่านสอนให้เรามองการวัดผลเป็นเพียงเครื่องมือ แต่เป้าหมายคือการสร้างคนที่มีความรู้คู่คุณธรรม การศึกษาที่แท้จริงจึงเป็นการบ่มเพาะเกียรติคุณให้แน่นหนา เพื่อให้เกียรติยศที่ตามมานั้นงดงามและทรงคุณค่าอย่างแท้จริง สมดังคำพรของท่านที่ว่า “ขอความสำเร็จผล จงมีแก่ผู้ละเว้นความชั่ว เจริญความดีทั่วกัน เทอญ”
เรียบเรียงข้อมูลจากหนังสือ: เรื่องสอบธรรม พ.ศ. 2508

