กองเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานแม่กองธรรมสนามหลวง Blog
เสียงท่องหนังสือกลางศาลาและพายุแห่งการเปลี่ยนแปลง ในวันที่แสงแดดอ่อนทอแสงลงบนลานทรายของวัดวาอาราม ภาพที่ชาวสยามคุ้นตาคือเด็กชายตัวน้อยในชุดผ้าผ่อนเรียบง่าย หิ้วปิ่นโตเดินตามหลังพระภิกษุผู้สงบเสงี่ยม หรือไม่ก็นั่งล้อมวงกันบนศาลาไม้หลังเก่า เสียง “นะโม ก ข” ดังประสานไปกับเสียงระฆังที่กังวานบอกเวลา นี่คือภาพจำของวิถีการเรียนรู้ที่ฝังรากลึกมานับศตวรรษ วัดไม่ได้เป็นเพียงสถานที่บำเพ็ญกุศล แต่เป็นห้องเรียนแห่งแรก และพระสงฆ์คือแม่พิมพ์ผู้เจียระไนกุลบุตรให้มีความรู้และศีลธรรม
ภาพจำจากอดีตและวิกฤตแห่งยุคสมัย หากย้อนเวลากลับไปในอดีตกาล ก่อนที่สยามจะมีอาคารเรียนคอนกรีตเรียงรายเช่นทุกวันนี้ ภาพที่ชินตาของสังคมไทยคือภาพของเด็กชายตัวน้อยที่หิ้วปิ่นโตตามหลังพระสงฆ์ หรือนั่งล้อมวงท่องหนังสืออยู่บนศาลาวัด เสียงท่อง “นะโม ก ข” ดังแว่วเคล้าเสียงระฆัง นี่คือวิถีแห่งการเรียนรู้ที่ฝังรากลึกอยู่ในวัฒนธรรมไทย วัดมิได้เป็นเพียงศาสนสถาน แต่เป็นศูนย์กลางของสรรพวิชา โดยมีพระสงฆ์ผู้ทรงภูมิรู้ทําหน้าที่เป็น “ครู” ถ่ายทอดวิชาการอ่านเขียนและหลักธรรมแก่กุลบุตรผู้ฝากตัวเป็นศิษย์วัด
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว การปฏิรูปประเทศให้ทันสมัยถือเป็นพระราชภารกิจที่สำคัญยิ่ง และหนึ่งในรากฐานที่ทรงวางไว้อย่างมั่นคงคือ “การปฏิรูปการศึกษา” เพื่อกระจายโอกาสการเรียนรู้ไปสู่ประชาชนในวงกว้าง โดยมีจุดเริ่มต้นสำคัญที่ โรงเรียนวัดมหรรณพาราม กรุงเทพมหานคร
ในหน้าประวัติศาสตร์วารสารศาสตร์ไทย การอุบัติขึ้นของนิตยสาร “ธรรมจักษุ” ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่แสดงถึงการปรับตัวของคณะสงฆ์ไทยเข้าสู่ยุคแห่งการสื่อสารสมัยใหม่ โดยมีเป้าหมายเพื่อนำหลักธรรมคำสอนจากคัมภีร์มาสู่หน้ากระดาษที่ประชาชนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น
การสถาปนา “มหามกุฏราชวิทยาลัย” เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๓๖ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในประวัติศาสตร์การศึกษาของไทย สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ผู้ทรงวางรากฐานการดำเนินงาน ได้ทรงกำหนดวัตถุประสงค์หลัก ๓ ประการ เพื่อยกระดับความรู้ของทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์ให้ก้าวทันต่อความเปลี่ยนแปลงของโลกในขณะนั้น ดังนี้
ในปี พ.ศ. ๒๔๕๕ ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของการปฏิรูปการปกครองคณะสงฆ์ไทย เมื่อสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงริเริ่มภารกิจการเสด็จตรวจการคณะสงฆ์ในหัวเมืองต่างๆ ทั่วราชอาณาจักร ภารกิจนี้มิใช่เพียงการเสด็จเยือนตามธรรมเนียมปฏิบัติ แต่เป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการวางรากฐานระเบียบปฏิบัติและสร้างความเป็นปึกแผ่นให้กับคณะสงฆ์ไทย โดยมีวัตถุประสงค์หลัก ๕ ประการ ดังนี้
ในปี พ.ศ. ๒๔๖๐ นับเป็นหมุดหมายสำคัญของการปฏิรูปการศึกษาคณะสงฆ์ไทย เมื่อสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงพระดำริให้ปรับปรุงหลักสูตรการสอบเปรียญประโยค ๔ โดยเพิ่มเงื่อนไขเชิงวิชาการที่มีนัยสำคัญต่อการพัฒนาศาสนทายาท ๒ ประการหลัก ดังนี้
การศึกษาของคณะสงฆ์ไทยมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยมีผู้วางรากฐานสำคัญคือ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส พระองค์ทรงริเริ่มหลักสูตร “นักธรรม” หรือการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกธรรมขึ้น เพื่อยกระดับความรู้ของภิกษุสามเณรให้มีความเป็นสากลและสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมในขณะนั้น โดยมีเหตุผลและปัจจัยเกื้อหนุนสำคัญ ๕ ประการ ดังนี้
นวัตกรรมเชิงยุทธศาสตร์ “วัดเป็นโรงเรียน”: พลิกวิกฤตทรัพยากรสู่รากฐานการศึกษาสมัยใหม่ ในยุคที่สยามประเทศต้องเร่ง “อัปเกรด” ระบบปฏิบัติการของชาติให้ทันสมัยทัดเทียมตะวันตก โจทย์ที่ยากที่สุดของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕) คือการขยายการศึกษาให้ทั่วถึงราษฎรในเวลาอันสั้นท่ามกลางข้อจำกัดมหาศาล ท่ามกลางวิกฤตนี้ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ได้ทรงเสนอทางออกที่เป็น “จุดเปลี่ยน” สำคัญผ่านกุศโลบาย “ใช้วัดเป็นโรงเรียน ใช้พระเป็นครู” ซึ่งหากเราวิเคราะห์ด้วยสายตาคนทำงานยุคปัจจุบัน นี่คือแนวคิดการบริหารจัดการที่เปี่ยมด้วยวิสัยทัศน์ผ่าน ๔ มิติดังนี้ครับ
ฝ่าวิกฤตปฏิรูปการศึกษา: ถอดรหัสอุปสรรคและจุดเปลี่ยนแห่งการเรียนรู้ในหัวเมืองสยาม การวางรากฐานระบบการศึกษาทั่วประเทศในช่วงต้นของการปฏิรูปสยาม ไม่ได้ราบรื่นเหมือนการขีดเขียนลงบนกระดาษเปล่า แต่คือการปรับแก้โครงสร้างทางสังคมที่หยั่งรากลึกมานับศตวรรษ จากการศึกษาเอกสาร “การพัฒนาสยามประเทศ” เราพบว่าภารกิจการจัดการศึกษาในหัวเมืองสมัยรัชกาลที่ ๕ ต้องเผชิญกับกำแพงอุปสรรค ๔ ประการที่ท้าทายวิสัยทัศน์ของผู้นำในยุคนั้นอย่างยิ่ง