กองเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานแม่กองธรรมสนามหลวง Blog
เมื่อ “พิมพ์เขียว” การศึกษาได้รับการประทับตราอนุมัติ หลังจากที่ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงวางโครงสร้างหลักสูตร “นวกภูมิ” (นักธรรม) และส่งเรื่องผ่านกระทรวงธรรมการเพื่อนำความกราบบังคมทูล พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๖)
จากแนวคิดสู่การปฏิบัติ: สาส์นฉบับสำคัญถึงกระทรวงธรรมการ หลังจากที่ที่ประชุมเถรสมาคมได้ตกผลึกเรื่องการแยกหลักสูตรการศึกษาออกเป็น “สายสามัญ” (ภาษาไทย) และ “สายวิสามัญ” (บาลี) แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการขอพระบรมราชานุญาตเพื่อประกาศใช้
เมื่อ “บาลี” ยากเกินไปสำหรับหัวเมือง… ถึงเวลาต้องเปลี่ยนแปลง ในการประชุมเถรสมาคม ครั้งที่ ๒ (มีนาคม ร.ศ. ๑๓๐) สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ได้ทรงเสนอ “คำชี้แจง” ที่เปรียบเสมือนพิมพ์เขียวของการศึกษาคณะสงฆ์ไทยสมัยใหม่
สำนักงานแม่กองธรรมสนามหลวง ขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชน พระภิกษุสามเณร และผู้สนใจประวัติศาสตร์ ร่วมย้อนเวลากลับไปสู่สมัยรัชกาลที่ ๖ (ร.ศ. ๑๓๐) เพื่อค้นพบจุดเปลี่ยนสำคัญของการศึกษาคณะสงฆ์ไทย ผ่านซีรีส์บทความพิเศษชุด “แฟ้มธรรม”
พระพุทธศาสนาในสังคมไทยดำรงความมั่นคงสืบมาช้านาน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีองค์อัครศาสนูปถัมภกผู้ทรงเป็นแบบอย่างในการประพฤติปฏิบัติและศึกษาพระธรรมอย่างลึกซึ้ง พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ ๙) เป็นพระมหากษัตริย์ผู้มีพระราชศรัทธาแรงกล้า มีพระราชดำริและพระราชกรณียกิจที่สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า พระองค์ทรงเป็น “ต้นแบบของผู้ศึกษาธรรม” ทั้งด้วยพระราชจริยวัตร การศึกษา และการนำหลักธรรมไปใช้ในการบริหารราชการแผ่นดินอย่างเป็นรูปธรรม
สำนักงานแม่กองธรรมสนามหลวง ขอประกาศแจ้งให้สำนักงานเจ้าคณะภาคทุกภาคทราบ ขณะนี้ “ใบไดคัทเฉลยข้อสอบธรรมศึกษา ชั้นตรี” ได้มาถึงสำนักงานแม่กองธรรมสนามหลวงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำนักงานเจ้าคณะภาคใดที่มีความพร้อมในการดำเนินการตรวจข้อสอบ สามารถส่งเจ้าหน้าที่มาติดต่อขอรับเอกสารและปัจจัยสนับสนุนได้ตามรายละเอียดดังนี้:
สานต่อจากตอนที่แล้ว: หลังจากที่คณะสงฆ์ต้องกำหนดเกณฑ์ “สามเณรรู้ธรรม” เพื่อยกเว้นการเกณฑ์ทหาร ในการประชุมครั้งแรก (มิถุนายน ร.ศ. ๑๓๐) มาถึงการประชุม ครั้งที่ ๒ (มีนาคม ร.ศ. ๑๓๐) สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ได้ทรงตกผลึกทางความคิด และนำเสนอวิสัยทัศน์ที่ “เปลี่ยนโฉมหน้าการศึกษาคณะสงฆ์ไทย” ไปตลอดกาล นั่นคือการเปลี่ยนจาก “การเรียนบาลีที่ยากลำบาก” มาสู่ “การเรียนธรรมะภาษาไทย” ที่เข้าถึงง่ายกว่า
เมื่อการเกณฑ์ทหารมาถึงวัด: สามเณรรูปไหนจะได้ไปต่อ? ย้อนกลับไปในสมัยรัชกาลที่ ๖ (ร.ศ. ๑๓๐ หรือ พ.ศ. ๒๔๕๔) เมื่อมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติเกณฑ์ทหาร ทางการต้องการให้ชายไทยรับใช้ชาติ แต่ก็ทรงมีพระเมตตาต่อผู้ใฝ่ศึกษาในพระพุทธศาสนา จึงมีข้อยกเว้นให้ “สามเณรรู้ธรรม” ไม่ต้องเกณฑ์ทหาร
ย้อนกลับไปเมื่อกว่า ๑๐๐ ปีก่อน (พ.ศ. ๒๔๕๔) รัฐบาลสยามออกกฎหมายเกณฑ์ทหาร โดยยกเว้นให้ “พระภิกษุ” แต่สำหรับ “สามเณร” นั้น ต้องเป็นผู้ “รู้ธรรม” เท่านั้นถึงจะได้รับการยกเว้น …คำถามใหญ่จึงตกมาอยู่ที่คณะสงฆ์ว่า “แค่ไหนถึงเรียกว่ารู้ธรรม?”
บทนำ: จากสำนักงานสัญจรสู่รากฐานที่มั่นคง ในอดีตที่ผ่านมา การบริหารงานของ สำนักงานแม่กองธรรมสนามหลวง มีลักษณะไม่คงที่ในด้านสถานที่ทำการ กล่าวคือ ไม่มีอาคารสำนักงานถาวร โดยสถานที่ทำการจะเปลี่ยนแปลงไปตามวัดต้นสังกัดของพระเถระผู้ดำรงตำแหน่งแม่กองธรรมสนามหลวงในแต่ละยุคสมัย