กองเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานแม่กองธรรมสนามหลวง Blog
ท่ามกลางลมหนาวที่พัดโบกโบราณสถานและหลังคาวัดทั่วราชอาณาจักรในช่วงกลางเดือนธันวาคม พุทธศักราช 2513. บรรยากาศของประเทศไทยในยามนั้นมิได้อบอวลเพียงแค่กลิ่นอายของฤดูกาลที่เปลี่ยนผัน แต่ยังคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นน้ำหมึกและความตั้งใจอันแรงกล้าของพุทธบริษัททั่วแผ่นดิน. บนศาลาการเปรียญและอาคารเรียนนับหมื่นแห่ง แสงแดดอ่อน ๆ ส่องกระทบจีวรสีเหลืองทองและชุดขาวของเหล่าสาธุชนที่กำลังก้มหน้าจารึกปัญญาลงบนหน้ากระดาษ. นี่คือฉากทัศน์ของ “มหกรรมปัญญาทางธรรม” ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย เมื่อกองทัพธรรมเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดดจนถึงจำนวน 200,000 รูป/คน เป็นครั้งแรก
ในพุทธศักราช 2485 ท่ามกลางบรรยากาศที่แผ่นดินไทยอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของสงครามโลกครั้งที่ 2 เสียงหวูดเตือนภัยทางอากาศและรอยล้อของยานยนต์ศึกกลายเป็นฉากหลังของชีวิตประจำวัน ทว่าภายใต้กำแพงวัดที่เงียบสงบ แสงสว่างทางปัญญาหาได้มอดดับลงไม่ หากแต่ยังคงทอแสงอย่างทรนงท่ามกลาง “บ้านเมืองที่ตกอยู่ในภาวะคับขัน” บทความนี้จะพาท่านย้อนเวลากลับไปเห็นภาพการปรับตัวอย่างอัศจรรย์ของคณะสงฆ์ไทย ที่ต้องบริหารจัดการการศึกษาระดับชาติให้ดำเนินต่อไปได้ แม้ในยามที่ทรัพยากรทุกอย่างขาดแคลนและอันตรายรายล้อมอยู่ทุกทิศทาง
ในพุทธศักราช 2506 ท่ามกลางลมหนาวที่เริ่มพัดผ่านสถานีรถไฟหัวลำโพง เสียงหวูดรถไฟดังกังวานเป็นสัญญาณของการเริ่มต้นการเดินทางครั้งใหญ่ที่ไม่ใช่การอพยพหรือการท่องเที่ยว แต่คือ “มหกรรมโลจิสติกส์แห่งศรัทธา” ในยุคที่ถนนลาดยางยังเป็นเพียงเส้นด้ายบาง ๆ บนแผนที่ประเทศไทย รางเหล็กขนานคู่ที่ทอดตัวยาวสู่ภูมิภาคต่าง ๆ ได้กลายเป็นเส้นเลือดใหญ่เพียงหนึ่งเดียวที่เชื่อมโยงปัญญาทางธรรมจากส่วนกลางไปสู่ทุกหัวระแหงของประเทศ บทความนี้จะพาท่านย้อนรอยไปดูบทบาทอันยิ่งใหญ่ของการรถไฟแห่งประเทศไทยที่สนับสนุนการสอบธรรมสนามหลวงครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์
ท่ามกลางบรรยากาศการปฏิรูปการปกครองคณะสงฆ์ครั้งสำคัญภายใต้พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 แสงแดดรำไรในฤดูหนาวของปีพุทธศักราช 2506 ได้ส่องกระทบหน้ากระดาษที่บรรจุถ้อยคำอลังการของวรรณกรรมพุทธประวัติชิ้นเอก. เสียงพลิกตำราและเสียงอภิปรายในที่ประชุมมหาเถรสมาคมมิใช่เพียงการถกเถียงเรื่องระเบียบปฏิบัติ แต่คือการ “ฟื้นจิตวิญญาณ” แห่งพุทธศิลป์และวิชาการพุทธศาสนาให้กลับมาโลดแล่นบนธรรมมาสน์แห่งการศึกษาอีกครั้งหนึ่ง. บทความนี้จะพาท่านย้อนเวลากลับไปดูเหตุการณ์สำคัญที่วรรณกรรมระดับมรดกชาติอย่าง “พระปฐมสมโพธิกถา” ถูกบรรจุเข้าเป็นเสาหลักของหลักสูตรนักธรรมและธรรมศึกษาชั้นเอกอย่างเป็นทางการ
ในพุทธศักราช 2508 ท่ามกลางบรรยากาศอันเงียบสงบภายในกำแพงวัดราชผาติการาม เสียงเครื่องพิมพ์ดีดแบบดีดสัมผัสยังคงดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ แผ่นกระดาษที่ถูกผลิตออกมาหาใช่เพียงประกาศธรรมดา แต่คือบันทึกหน้าประวัติศาสตร์ของการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ในวงการศึกษาของคณะสงฆ์ไทย เมื่อกฎหมายสูงสุดที่ปกครองเหล่าบรรพชิตถูกผลัดใบ จากพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พุทธศักราช 2484 สู่พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พุทธศักราช 2505 ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงถึงหัวใจของการสอบระดับสูงสุดอย่าง “นักธรรมเอก”
ในพุทธศักราช 2508 ท่ามกลางบรรยากาศของสังคมไทยที่กำลังก้าวเข้าสู่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ การศึกษาของคณะสงฆ์หาได้หยุดนิ่งไม่ หากแต่เปรียบเสมือน “กองทัพธรรม” ที่กำลังแผ่ขยายแสนยานุภาพทางปัญญาไปทุกหัวระแหง เสียงระฆังจากวัดราชผาติการามที่เป็นที่ทำการแม่กองธรรมสนามหลวงในขณะนั้น มิได้เป็นเพียงสัญญาณบอกเวลาปฏิบัติศาสนกิจ แต่คือสัญญาณแห่งการขับเคลื่อนตัวเลขสถิติอันน่าอัศจรรย์ที่สะท้อนถึงศรัทธาและความรู้ของพุทธบริษัทไทย
ในยุคพุทธศักราช 2508 เมื่อลมหนาวเริ่มมาเยือนในเดือนธันวาคม ภารกิจการจัดสอบธรรมสนามหลวงที่มีผู้สมัครกว่า 140,484 คนทั่วประเทศไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของการทำข้อสอบ แต่คือ “มหกรรมโลจิสติกส์” ครั้งใหญ่ของไทย ในวันที่ถนนหนทางยังทุรกันดารและการสื่อสารยังต้องพึ่งพาระบบไปรษณีย์และรางเหล็กเป็นหลัก การส่งมอบ “ห่อข้อสอบ” จากพระนครไปยังยอดดอยห่างไกลหรือหมู่เกาะสุดเขตแดน คือฉากทัศน์แห่งความทุ่มเทที่ผสมผสานระหว่างระเบียบวินัยอันเข้มงวดและการจัดการที่ลุ่มลึก
ในพุทธศักราช 2508 ยุคสมัยที่เสียงพิมพ์ดีดแบบกระแทกสัมผัสยังคงดังก้องอยู่ในสำนักงานวัด และการสื่อสารข้ามจังหวัดต้องพึ่งพา “จดหมายตราครุฑ” ที่เดินทางไปกับขบวนรถไฟ ภาพการบริหารงานของแม่กองธรรมสนามหลวงไม่ได้เป็นเพียงการออกคำสั่งทางปกครอง แต่คือศิลปกรรรมแห่งการใช้ภาษาที่เชื่อมโยงระหว่าง “อาณาจักร” และ “ศาสนจักร” ไว้อย่างเหนียวแน่น บทความนี้จะพาท่านย้อนกลับไปศึกษาวาทศิลป์และการประสานงานผ่านตัวอักษรของ พระธรรมปาโมกข์ แม่กองธรรมสนามหลวง ผู้ใช้ปลายปากกาขับเคลื่อนปัญญาพุทธทั่วราชอาณาจักร
ในหน้าประวัติศาสตร์การปกครองคณะสงฆ์ไทย ภาพความแตกต่างของวัตรปฏิบัติระหว่าง “มหานิกาย” และ “ธรรมยุต” อาจเป็นสิ่งที่พุทธศาสนิกชนคุ้นตา แต่เมื่อถึงคราวที่เสียงระฆังแห่งการสอบธรรมสนามหลวงดังขึ้นในปี พุทธศักราช 2508 พรมแดนแห่งนิกายกลับหลอมรวมเป็นเนื้อเดียว ภายใต้ภารกิจศักดิ์สิทธิ์เพื่อสืบอายุพระพุทธศาสนา นี่คือฉากทัศน์แห่ง “เอกภาพ” ที่เจ้าคณะภาคและเจ้าคณะจังหวัดจากทั้งสองนิกาย ได้ประสานมือกันขับเคลื่อนวงล้อแห่งปัญญาให้หมุนวนไปทั่วราชอาณาจักร
ท่ามกลางความเงียบงันของศาลาการเปรียญที่คละคลุ้งไปด้วยกลิ่นหมึกจากปากกาคอแร้งและกระดาษฟุลสแก๊ป พุทธศักราช 2508 ถือเป็นยุคทองแห่งการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของการศึกษาคณะสงฆ์ไทย เมื่อระบบการวัดผลได้ถูกขัดเกลาจนเข้าสู่มาตรฐานสากล ภาพของกรรมการผู้ตรวจข้อสอบที่เคยจดจ้องเพียงเพื่อ “จับผิด” นักเรียน ได้แปรเปลี่ยนไปสู่กระบวนการ “มองหาปัญญา” ผ่านโครงสร้างคะแนนแบบใหม่ที่เน้นความบริสุทธิ์ยุติธรรมและภูมิธรรมที่แท้จริง